ReadyPlanet.com
dot dot
ย้อนรอยศาสตร์การนวด

ย้อนรอยศาสตร์การนวดแผนโบราณ
จากชาวบ้านสู่ราชสำนัก


"การนวดแผนโบราณ" เป็นศาสตร์มหัศจรรย์และเป็นมรดกอันล้ำค่าที่ควรได้รับการส่งเสริมให้มีการศึกษา และสืบทอดศาสตร์กันในวงกว้าง นับเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเราสืบมา ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับ "การนวดแผนโบราณ" ของคนไทยนั้น มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะมีวิวัฒนาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมูลเหตุสำคัญมาจากสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนไทย รวมถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของผู้คนในสมัยโบราณ

ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สังคมไทยสมัยก่อนมีลักษณะเป็นสังคมเกษตรกรรม ชีวิตประจำวันของชาวบ้านชาววังต้องคลุกคลีอยู่กับการทำสวน ทำนา ทำไร่ ซึ่งแต่ละวันต้องแบบจอบแบบเสียม ต้อนฝูงวัวควายไปในทุ่งนา และต้องทำงานกรำแดดกรำฝนอย่างน้นตลอดวัน เรียกได้ว่าในสมัยโบราณนั้น ผลผลิตแทบทุกอย่างล้วนได้มาจากแรงงานมนุษย์ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ผู้คนในสมัยก่อนจึงมักปวดเมือยตามเนื้อตามตัวบ่อย ๆ และจะต้องใช้บีบนวด คลึง เค้น กล้ามเนื้อในบริเวณที่มีอาการเจ็บปวดนั้น หรือไม่ก็มีการดัดตัวให้เคลื่อนไหวเป็นรูปแบบต่าง ๆ อาการดังกล่าวจึงพอทุเลาลงได้

หลังจากที่ค้นพบว่าการบีบนวดดังกล่าว ช่วนผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อได้ดีหลังการทำงานหนัก ผู้ป่วยเมื่อยจึงเริ่มไหว้วานให้คนในครอบครัว หรือผู้สนิทชิดเชื้อช่วยบีบนวดให้ โดยต่างฝ่ายอาจจะผลัดกันบีบให้กันและกัน แล้วเกิดเป็นความเคยชินให้ต้องปฏิบัติเช่นนี้ต่อไปอีกเรื่อย ๆ เมื่อเกิดอาการเมื่อยล้าขึ้น

เมื่อการบีบนวดเนื้อตัวกลายเป็นที่นิยมของคนทั่วไป จึงเริ่มมีการเอามาแนะนำสั่งสอนกันอย่างจริงจังว่า ผู้นวดให้สมควรจะบีบนวดอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผู้รับการนวดอย่างไรจึงจะเหมาะสมและให้ผลดีมากที่สุดคือ สามารถผ่อนคลายความเมื่อยล้าได้ดี และมากที่สุด จนกระทั่งท้ายที่สุด การจดจำนี้ก็ได้รับการสืบทอดต่อกันมา จนกลายเป็นศาสตร์สำคัญที่สามารถเอาชนะโรคภัยด้วยการบีบนวดจากฝ่ามือมนุษย์ ซึ่งว่านับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจมาก

เล่ากันมาว่า หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีมาก่อนอาชีพ "หมอนวดแผนโบราณ" เป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมมากในสังคมไทย หมอนวดจะมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสตรีสูงวัยอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป เวลาจะไปนวดที่ไหนก็มักหิ้วตะกร้าหมากพลูไปด้วย หมอนวดจะนุ่งโจงกระเบนให้ทะมัดทะแมงที่สุด เพราะระหว่างที่นวดจะต้องมีการลุก ๆ  นั่ง ดัดแข้ง ดัดขาให้ลูกค้าอยู่ตลอดเวลา การนุ่งโจงกระเบนจึงเหมาะสมกว่าการนุ่งผ้าถุง หรือผ้าซิ่นมาก

หมอนวดจะรับจ้างนวดผู้ที่ต้องการผ่นคลายความเมื่อยล้าไปเรื่อย ๆ โดยจะคิดราคาไม่แพงนัก หมอนวดคนใดมีฝีมือดี จับเส้นเก่ง นวดได้ตรงจุดปวดเมื่อยที่ลูกค้าต้องการจะได้รับการโจษจันไปทั่ว เป็นที่ต้องการของชาวบ้านมาก หมอนวดคนนั้นจะถูกเรียกตัวให้ไปนวดตลอดเวลา ซึ่งหมอนวดฝีมือดีส่วนใหญ่มักได้รับถ่ายทอดวิชาการนวดมาจากบรรพบุรุษและหมั่นฝึกฝนฝีมือการนวดของตนมาเป็นเวลานาน การนวดจับเส้นจึงมักแม่นยำ ตรงจุด และมีประสิทธิภาพเสมอ

สมัยก่อนนั้น มีหมดนวดที่เป็นที่รู้จักของชาวบ้านมากอยู่สองคนคือ "หมอนวดสายทอง" และ "หมอนวดบาง"

หมอนวดบาง เป็นหมอนวดที่ไม่ค่อยมีฝีมือในการนวดนักคือ นวดไม่ได้เรื่อง น้ำหนักมือในการนวดเบาเกินไป จับเส้นไม่ค่อยถูก ไปนวดใครเขาก็ไม่ใคร่จะหายเมื่อย หมอนวดชื่อบางหาลูกค้าได้ยากขึ้น เพราะไม่มีลูกค้าคนใดประทับใจฝีมือนวดของหมอบาง ในเวลาเดียวกัน หมอนวดสายทอง เป็นหมอนวดที่นวดเก่ง มีฝีมือในการนวดดี จับเส้นได้แม่นยำ ผู้ที่ได้มานวดกับหมอนวดสายทอง เมื่อนวดแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองเบาหวิว หายปวดเมื่อยเป็นปลิดทิ้ง ผู้คนก็ติดอกติดใจพากันเรียกหาหมอนวดสายทองให้มานวดให้เสมอ หมอนวดสายทองจึงเป็นหมอนวดที่มีชื่อเสียงและร่ำรวยเงินทองมาก

แต่หมอนวดที่มีชื่อเสียง และมีฝีมือในการนวดดีเช่นหมอนวดสายทองนั้น ใช่ว่าจะเรียกตัวมาให้นวดเมื่อไรก็ได้ จะต้องมีการจองวันนวดเอาไว้ล่วงหน้าเสมอ เพราะหมอนวดกลุ่มนี้มักถูกเรียกตัวให้ไปนวดอยู่ตลอดเวลา หากไม่จองล่วงหน้าแล้ว ก็ยากที่หมอนวดจะมีว่างมานวดให้ได้

การนวดจะเริ่มกันตั้งแต่เช้าประมาณ 7 โมงเช้า หมอนวดจะมานวดให้ถึงบ้านของผู้ว่าจ้างและมักมาถึงก่อนเวลานัด เจ้าบ้านจะต้องจัดเตรียมที่ทางเอาไว้ให้เรียบร้อย โดยนำที่นอนบาง ๆ มาปูบนเสื่อ แล้วใช้ผ้าปูที่นอนปูทับลงไปอีกชั้น หาหมอนหนุนศีรษะเตรียมไว้หนึ่งใบ ส่วนตัวเจ้าของบ้านที่จะรับการนวดนั้น ก็ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมไว้ด้วยเช่นกัน ด้วยการนุ่งผ้าถุงและสวมเสื้อคอกระเช้าตามสบาย เมื่อถึงเวลานัดหมาย หมอนวดจะเข้าทำการนวดทันที ซึ่งจะเริ่มจากล้างมือก่อนเป็นอันดับแรก บางคนอาจจะกินหมากก่อนหนึ่งคำแล้วเริ่มนวดที่ฝ่าเท้า อุงเท้า หลังเท้า ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง หน้าแข้ง แล้วเลื่อนขึ้นมาอีกอีกตามวิธีการนวด ทั้งต้นขาอ่อน เอว หน้าท้อง แขน ไหล่ ด้านหลัง สะบักไหล่ จับเส้นตรงสันหลัง ชายโครง เอว สะโพก ท่อนขาอ่อน เรื่อยไปจนทั่วสรรพางค์กาย ในแต่ละขั้นตอนของการนวดนั้น หมอนวดจะต้องทำด้วยความเอาใส่ใจ ค่อย ๆ นวด ไม่ใจร้อน เพื่อให้ผู้ถูกนวดหรือผู้บริการเคลิบเคลิ้ม ผ่อนคลายอารมณ์ความเคร่งเครียด และดื่มด่ำกับความความสุขสบายใจสบายตัวที่ได้รับจากแรงกดแรงนวดของหมอนวดอย่างเต็มที่ นอกจากนี้หมอนวดอาจจะต้องเสริม
บริการพิเศษนอกเหนือไปจากการนวดด้วย นั่นก็คือ 
"การดัดตัว"

ในการนวดแผนโบราณ หรือการนวดเส้นสายที่ดีนั้น ก่อนเสร็จสิ้นการนวดจะต้องมีการ "ดัดตัวดัดตน" ซึ่งหมายถึง การดัดขา ดัดฝ่าเท้า อุ่งเท้า ดัดนิ้วเท้าทั้งสองข้าง ดัดหัวเข่า ดัดแขนทั้งสองข้าง ดัดนิ้วมือทั้งสิบนิ้ว และอาจจะมีการดัดต้นคอเบา ๆ อีกด้วย การดัดตัวดังกล่าวนี้ หมอนวดจะดัดให้ด้วยความนุ่มนวลไม่รุนแรงจนเกิดเป็นอันตรายแก่ผู้ถูกนวด การดัดตัวดัดตนด้วยหลักการการนวดแผนโบราณของไทยเรานั้น นับว่าเป็นสุดยอดของการนวด และการดัดตน ซึ่งยึดรูปแบบมาจากท่าดัดตนของรูปปั้นฤษีดัดตนที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์ ท่าเตียน) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว

ปัจจุบันผู้คนได้ให้ความสนใจกับศาสตร์แห่งการบีบนวดนี้มาก จนถึงขนาดจัดเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนให้แก่ผู้ที่สนใจได้เข้าไปศึกษาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปใช้ผ่อนคลายให้คนในครอบครัว หรือจะเอไปประกอบเป็นอาชีพนวดแผนโบราณก็ได้ตามอัธยาศัย

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ บางครั้งผู้นวดจะมีการ "เหยียบ" ด้วยเท้าเป็นการบริการควบคู่ไปกับการ "นวด" ด้วยมือซึ่งการเหยียบในที่นี้คือ การบีบกดด้วยฝ่าเท้า หรือเอาส้นเท้าปักยันลงไปเป็นจังหวะหน่วง ๆ ผู้รับการนวดจะได้ความล้ำลึกของแรงกดที่กดเข้าไปในกล้ามเนื้อมากกว่าการใช้นิ้วมือ สันมือ หรือฝ่ามือมานวดตามปกติ

อย่างไรก็ตามบุคคลที่จะทำการนวดให้แก่ผู้อื่นได้ จะต้องได้รับการฝึกฝนจนชำนาญแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งการฝึกนวดนั้น  ต้องใช้เวลารวมทั้งความอดทนเป็นอันมาก ฉะนั้นหากไม่มีความรักและชอบในศาสตร์ชนิดนี้อย่างจริงจังแล้ว ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จในวิชาการ "นวดแผนโบราณ" นี้ได้

"การนวดแผนโบราณในรั้ววัง"

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการ "นวดแผนโบราณ" มีที่มาจากการนวดให้กันและกันของคนในครอบครัวก่อน จากนั้นก็แพร่กระจายออกไปเป็นที่นิยมของชาวบ้าน จนในที่สุดสรรพคุณอันน่ามหัศจรรย์ของการนวดจึงแพร่เข้าไปสู่สำนักราชวัง ในทำนองว่า "เมื่อใครได้รับการนวดแล้ว ในเวลาไม่นานอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว ความเคร่งเครียด และอาการอ่อนล้า ต่าง ๆ ก็จะมลายหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งยังทำให้เลือดลมดี โลหิตไหลเวียนสะดวกไปทั่วสรรพางค์กาย ผู้ถูกนวดก็จะกระปรี้กระเปร่า กระชุ่มกระชวยขึ้นมาในทันทีทันใด ใครที่ผ่านการนวดแล้ว ไม่มีที่จะกล่าวว่าไม่ชอบมีแต่อยากจะนวดอีกเป็นครั้งที่สองที่สาม

เมื่อคำเล่าลือนี้เข้าสู่ในรั้ววัง บรรดาเจ้านายในวังโดยเฉพาะเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินปรารถนาที่จะได้รับการนวดเพื่อผ่อนคลายเช่นนั้นบ้าง และเมื่อได้ลองนวดดูแล้ว ปรากฏว่าต่างพากันติดอกติดใจเป็นอันมาก การนวดแผนโบราณจากชาวบ้านจึงเริ่มแพร่เข้าสู่ในรั้ววังแบบเต็มตัวนับจากนั้น

เมื่อการ "นวดแผนโบราณ" ถูกนำเข้าไปใช้ในวัง รูปแบบการนวดเดิม ๆ ตามประสาชาวบ้านจึงถุกปรับเปลี่ยนเสียยกใหญ่  เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับระดับชั้นของบุคคลและสถานที่ มีการวางตัวหมอนวดที่จะเข้าไปถวายการนวดเป็นพิเศษ โดยหมอนวดที่จะเข้าไปนวดในรั้วได้จะต้องฝึกกิริยามารยาท และฝึกปฏิบัติตนในราชสำนักใหม่ทั้งหมด รวมถึงขั้นตอนและวิธีการนวดก็ต้องปรับตามไปด้วย กล่าวคือหมอนวดที่เข้าวัง จะต้องวางตัวดี ท่าทางการนวดจะต้องสงบเหงี่ยมเรียบร้อย ลำแขนเหยียดตรง ท่วงท่าดี จังหวะการนวดเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ค่อย ๆ บรรจงนวด ไม่นวดแบบหยาบ ๆ เหมือนเวลาที่นวดกันเองในหมู่ชาวบ้าน นอกจากนั้นการนวดในรั้ววังยังได้ตัดวิธีการนวดโดยใช้เท้าเหยียบออกไป เนื่องจากเป็นการไม่เหมาะสมที่จะให้ผู้นวดกระทำเช่นนี้นกับเจ้านายชั้นสูง

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทำให้การนวดในรั้ววังมีวิธีปฏิบัติที่ค่อนข้างแตกต่างจาก "การนวดแบบทั่วไป" ของสามัญชน ซึ่งเคยปฏิบัติกันมาก่อนหน้านี้ และนี้เป็นต้นกำหนิดของ "การนวดแบบราชสำนัก" สืบมา

ปัจจุบัน ศาสตร์การ "นวดแผนโบราณ" เป็นวิชาที่เปิดสอนกันอย่างแพร่หลาย แม้แต่ชาวต่างชาติก็ยังให้ความสนใจเข้ามาฝึกเรียนกันถึงในเมืองไทย เพราะทุกวันนี้มนุษย์ต้องเผชิญกับความตึงเครียดทั้งร่างกายและทางจิตใจอยู่เป็นนิจ เมื่อพบหนทางที่จะช่วยคลายทุกข์บำรุงสุขได้ ก็ต้องเร่งขวนขวายหาทางเก็บเกี่ยวมาไว้กับตัว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการ "นวดแผนโบราณ" จึงเป็นที่นิยมของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างรวดเร็ว

♦เรียบเรียงบทความ
"ย้อยรอยศาสตร์การนวดแผนโบราณ จากชาวบ้านสู่รั้ววัง"
โดยกองบรรณาธิการ
www.SpaThailand.com







ช่องทางใหม่กับคลีนิกการแพทย์แผนไทยพฤกษเวช
รับ ติว สอน อบรม
dot
dot
เป็นไข้ ปวดศีรษะ ไมเกรน ไซนัส ( have a fever, headache, migraine, sinus)
ระบบประสาทและสมอง (nervous and brain system)
หลอดเลือดและหัวใจ (blood vessel and heart)
ระบบทางเดินหายใจและปอด (respiratory and lung system)
ระบบทางเดินอาหารและลำไส้ (gastrointestinal tract, digestive tract and intestine system)
ตับและถุงน้ำดี (liver and gallbladder)
กระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ (bones tendon and muscle)
ระบบเลือดและน้ำเหลือง (blood and lymph system)
มะเร็งและภูมิคุ้มกันบกพร่อง (cancer and immune deficiency)
โรคผิวหนัง ประดงผื่นคัน น้ำเหลืองเสีย (integumentary, itchy rash, bad lymphatic)
ระบบรอบเดือนและมดลูก (menstrual cycle and uterus system)
ระบบทางเดินปัสสาวะและไต (urinary and kidney system)
ยาหอม (cordial)
ยาบำรุง (stimulant)
ยาอมสมุนไพร (herbal lozenge)
ยาระบาย (laxative)
ยาทาแผลและน้ำมันนวด (topical wound and massage oil)
dot
dot
bulletสรุปเวชกรรมไทย
bulletรู้ทันโรค
bulletสาระน่ารู้
bulletโยนิโสมนสิการ
bulletยาสามัญประจำบ้าน
bulletโรคต่างๆ ในทรรศนะแพทย์แผนไทย
bulletประวัติความเป็นมาของ"ฤาษีดัดตน"
bulletย้อนรอยศาสตร์การนวด
bulletอาหารและการกินอาหารที่ทำให้เกิดโรคในคัมภีร์แพทย์แผนไทย
bulletตัวยา 9 รส
bulletน้ำมันมะพร้าว บทบาทต่อสุขภาพและความงาม


 

qrcode


Copyright © 2011 All Rights Reserved.

คลินิกการแพทย์แผนไทยพฤกษเวช
ที่อยู่ :  เลขที่ 37 แขวง :  บางพรม เขต : ตลิ่งชัน
จังหวัด : กรุงเทพฯ      รหัสไปรษณีย์ : 10170
เบอร์โทร :  02-4125358      มือถือ :  081-3479459
อีเมล : y.prueksa@yahoo.co.th
เว็บไซต์ : www.prueksaveda.com

 

 หน้าแรก | ติดต่อเรา | สินค้าและบริการ | ข่าวสารประชาสัมพันธ์ | รู้ทันโรค | ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ