ReadyPlanet.com
dot dot
กรดไหลย้อน ตอนที่ 2 article
       โดย  ยส  พฤกษเวช 
     
 

โรคกรดไหลย้อน ในแพทย์แผนไทยเรียกว่า เป็นภาวะลมตีขึ้นเบื้องบน  ในแผนปัจจุบันหมายถึงภาวะที่มีน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ไหลย้อนขึ้นไประคายเคืองต่อหลอดอาหารและลำคอ ( น้ำย่อยไหลกลับ )
สาเหตุ  โรคกรดไหลย้อนเป็นกลุ่มอาการโรคที่เกิดขึ้นในระบบทาง เดินอาหาร พบมากในกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า ๔๐ ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีภาวะระบบทางเดินอาหารเสื่อมหรือหย่อนสมรรถภาพ  แพทย์แผนไทยเรียกว่า  “ กษัย ”  (  กษัย แปลว่า เสื่อม  )  ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาการอาจลุกลามกลายเป็นโรคร้ายต่าง ๆ ตามมา เช่น มะเร็ง แต่ปัจจุบันพบในเด็ก และคนหนุ่มคนสาวในวัยทำงานมากขึ้น มีบ้างในกรณีเด็กทารกที่มีความผิดปกติโดยกำเนิดของหูรูดที่ยังเจริญได้ไม่เต็มที่

     
  ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน คือ อาหาร อากาศ อารมณ์ อิริยาบถ ขาดการออกกำลังกาย ท้องผูกเรื้อรัง
อาหาร
  •  กินอาหารมากเกินไป น้อยเกินไป
  •  กินอาหารรสจัดเกินไป  รสจืดเกินไป
  •  กินอาหารเน่า อาหารบูด อาหารหยาบ  อาหารดิบ 
  •  กินอาหารไม่เป็นเวลา           
  •  กินอาหารย่อยยาก เช่น ของมัน ของผัด ของทอด           
  •  กินยาที่มีผลต่อระบบทางเดินอาหารและลำไส้                 
  •  กินผลไม้ รสเปรี้ยว มากเกินไป                    
  •  ดื่มสุรา ชา กาแฟ น้ำอัดลม ชาเขียวแช่เย็น บุหรี่
     
  อารมณ์    -      เครียด  โลภ  โกรธ  หลง วิตกกังวล  อาฆาตพยาบาท  อิจฉาริษยา      
อากาศ     -      กระทบร้อนกระทบเย็น บ่อยๆ เป็นประจำ
อิริยาบถ   -      นั่งนิ่งเนินนานเป็นประจำ เช่น ทำงานใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ
                 -      นั่งงอตัวระหว่างกินอาหาร และหลังอาหาร เป็นประจำไม่รู้ตัว มีผลให้  
กระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานไม่เต็มที่ 
ออกกำลังกาย    -    มีภาวะขาดการออกกำลังกาย
อุจจาระ               -    ท้องผูกเรื้อรัง ทำให้มีของเสียตกค้างอยู่ภายในลำไส้ ลำไส้อุดตัน 
เกิดแก็สพิษภายใน และขับออกลงล่างไม่ได้ จึงตีขึ้นเบื้องบน

อาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบตรงลิ้นปี่หรือยอดอกหลังกินอาหาร ๓๐ – ๖๐นาที บางรายอาจมีอาการปวดแสบร้าวจากยอดอกขึ้นไปถึงคอหอย หรืออาการจุกแน่นยอดอกคล้ายอาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ หรือเรอบ่อย บางรายอาจมีอาการขย้อนหรือเรอเอาน้ำย่อยรสเปรี้ยวขึ้นไปที่คอหอย หรือรู้สึกมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในปากหรือคอ หายใจมีกลิ่น
 
     
 

ภาวะแทรกซ้อน
หากปล่อยไว้เรื้อรังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ พบบ่อยคือหลอดอาหารอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกเวลากลืนอาหาร หากไม่รักษาจะกลายเป็นแผลหลอดอาหาร มีเลือดออก เช่นอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หากปล่อยไว้อาจเกิดภาวะหลอดอาหารตีบ กลืนอาหารลำบากอาเจียนบ่อย และมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
นอกจากนี้ โรคกรดไหลย้อนเป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดโรค ไซนัสอักเสบเรื้อรัง และผิวฟันกร่อนจากการกัดของน้ำย่อยเป็นเวลานาน

การรักษา
โรคกรดไหลย้อนไม่ใช่โรคที่เกิดจากการติดเชื้อแต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของผู้ป่วย ดังนั้นการรักษาที่สำคัญ จะต้องแก้ไข ปรับปรุงพฤติกรรมที่ก่อโรค เป็นสำคัญจึงจะหายขาด   การรักษาจะได้ผลดีต้องรู้ถึงสาเหตุของโรคแล้วแก้ที่สาเหตุของโรคไม่ใช่แก้ที่ผลของโรคหรืออาการของโรคเพียงด้านเดียว

     
  แนวทางการรักษาและป้องกัน
๑. มีอาการระยะแรก  ให้ปรับปรุงพฤติกรรมของตน ในเรื่อง อาหาร อากาศ อารมณ์ อิริยาบถ ออกกำลังกาย อุจจาระ  ดังนี้
 อาหาร    -  กินอาหารให้พออิ่ม ไม่ใช่เกินอิ่ม
                -  ไม่กินอาหารที่มีรสจัดและรสจืดเกินไป ให้กินอาหารรสชาติปานกลาง
                -  กินอาหารให้เป็นเวลา
                 - กินอาหารหลากหลายรสชาติ อาหารย่อยง่าย พวกพืชผัก ธัญญะพืช หลีกเลี่ยงอาหารย่อยยากไขมันสูง  หลีกเลี่ยงอาหารผัด   อาหารทอด อาหารบูด อาหารเน่า อาหารหยาบ อาหารดิบ 
              -   อาหารต้องใหม่ สด ปรุงเสร็จใหม่ๆ ไม่กินอาหารอุตสาหกรรมสำเร็จรูป เช่นบะหมี่สำเร็จรูป รสแซ่บ รสจัดต่าง ๆ
               -   งดเหล้า บุหรี่ ขา กาแฟ ชาเขียวแช่เย็น น้ำอัดลม ควรดื่มน้ำเปล่า ๆ ที่สะอาดและไม่แช่เย็น
               -   หลีกเลี่ยงยาที่มีผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารและลำไส้
อารมณ์  -  รู้จักปล่อยวาง
               -  ทำใจให้เป็นกลาง ๆ ไม่เครียด  ไม่โกรธอาฆาต พยาบาท ไม่อิจฉาริษยา
               -   รู้จักการให้อภัย  มองโลกในแง่บวกอยู่เสมอ
 
     
 

อากาศ   -  หลีกเลี่ยงการกระทบร้อนกระทบเย็น
               -  หลีกเลี่ยงการอยู่ห้องแอร์เป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะหลังอาหาร ไม่ควรเข้าห้องแอร์โดยทันที  ควรให้อาหารย่อยหมดในกระเพาะอาหารเสียก่อน  ประมาณ ๓๐ นาทีขึ้นไป
อิริยาบถ  -  หลีกเลียงอิริยาบถ นั่งนิ่งเนินนาน เป็นประจำ  ควรหาโอกาสขยับร่างกายเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เช่น ควรลุกจากที่นั่งทุก ๆ ชั่วโมง  ทำตนเองให้กระฉับกระแฉงอยู่เสมอ
                -   ไม่งอตัวหรือนั่งงอตัว  โดยเฉพาะระหว่างกินอาหาร และหลังอาหาร  
                -    ระหว่างกินอาหารและหลังอาหาร  ควรนั่งตัวตรง ๆ ยืดตัวขึ้นเล็กน้อย  เมื่อกินอาหารเสร็จแล้วไม่ควรนั่งอยู่กับที่ เด็ดขาด ควรลุกขึ้นยืนยืดตัวขึ้นเล็กน้อย  เดินไปมาประมาณไม่ต่ำกว่า ๓๐ นาที

     
 

ออกกำลังกาย  
                -     ต้องเป็นคนรักการออกกำลังกาย อย่างน้อย ๕  วันต่อหนึ่งอาทิตย์ และออกกำลังให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ไม่ใช่ออกกำลังหักโหม  เกินกำลัง
อุจจาระ   -    อย่าปล่อยให้เป็นคนท้องผูก ต้องอุจจาระให้ได้อย่างน้อยวันละ ๑ – ๒ ครั้ง

๒.  หากมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง และมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น เสียงแหบ ไอเรื้อรัง กลืนอาหารลำบาก คลำได้ก้อนในท้อง ถ่ายอุจจาระดำ เจ็บหน้าอกบ่อย อาเจียน น้ำหนักตัวลด ฯลฯ  ควรมาปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย วางแผนการรักษา ที่สำคัญอย่าซื้อยามารักษาตัวเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์นะครับ

 




รู้ทันโรค

อัลไซเมอร์ article
ออฟฟิศซินโดรม article
ภูมิแพ้ article
เบาหวาน ตอนที่ 2 article
เบาหวาน ตอนที่ 1 article
อัลไซเมอร์ ตอนที่ 2 article
กรดไหลย้อน ตอนที่ 1 article
อีโคไล



ช่องทางใหม่กับคลีนิกการแพทย์แผนไทยพฤกษเวช
รับ ติว สอน อบรม
dot
dot
bulletสรุปเวชกรรมไทย
bulletรู้ทันโรค
bulletสาระน่ารู้
bulletโยนิโสมนสิการ
bulletยาสามัญประจำบ้าน
bulletโรคต่างๆ ในทรรศนะแพทย์แผนไทย
bulletประวัติความเป็นมาของ"ฤาษีดัดตน"
bulletย้อนรอยศาสตร์การนวด
bulletอาหารและการกินอาหารที่ทำให้เกิดโรคในคัมภีร์แพทย์แผนไทย
bulletตัวยา 9 รส
bulletน้ำมันมะพร้าว บทบาทต่อสุขภาพและความงาม


 

qrcode


Copyright © 2011 All Rights Reserved.