ReadyPlanet.com
dot dot
จรรยาแพทย์ article
    โดย  ยส  พฤกษเวช
     
   

จรรยาแพทย์
          ว่าด้วยคุณธรรมอันเป็นเครื่องประดับของหมอหรือจรรยาธรรมที่หมอควรประพฤติปฏิบัติ

          บุคคลที่จะเป็นหมอนั้นใช่ว่าจะมีแต่ความรู้ในทางยาและรู้จักรักษาโรคอย่างเดียว  ควรเป็นผู้มีอัธยาศัยกับความประพฤติเรียบร้อย  เป็นที่พึงพอใจของคนทั้งหลาย  จึงจะเป็นหมอที่ดีได้   ถ้าเพียงแต่รู้วิชาของหมอ   หากไม่เป็นผู้มีความเมตตากรุณา โอบอ้อมอารีต่อคนทั้งหลาย ก็ไม่มีใครนับถือ  ความรู้ที่มีอยู่ก็เสื่อมไป  ไม่มีใครหาไปรักษาไข้  ลาภผลจะหามีไม่  เพราะฉะนั้นหมอจึงต้องมีความประพฤติปฏิบัติ อัธยาศัยดี  อันประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้

           ๑.  มีความเมตตาจิตแก่คนไข้ทุกคนที่มารักษา  โดยไม่ถือชั้นวรรณะแต่อย่างใด   ด้วยคนไข้อันความทุกขเวทนาครอบงำอยู่ในใจตามมากและน้อย แล้วก็มีจิตคิดหวังที่จะเอาหมอเป็นที่พึ่ง พบหมอก็ดีใจ อยากฟังคำอธิบายของหมอที่จะช่วยธุระชี้แจงอาการโรคของตน  ถ้าหมอนั้นเป็นผู้มีเมตตาปรานีให้คนไข้เป็นที่ชื่นชมยินดีแล้ว  ความสุขโสมนัสก็จะบังเกิดมีแก่คนไข้  เป็นทางที่จะบรรเทาไข้ใจให้หมดหรือน้อยลงไปได้  และจะเชื่อถ้อยฟังคำของหมอผู้นั้นด้วย  เมื่อความวิตกอันเป็นทุกข์ในใจเบาบางลง น้ำเลี้ยงหัวใจก็จะผ่องใส  โรคที่มีอยู่ในกายก็จะพลันหายได้โดยไม่ช้าวัน   คนไข้ที่หายนั้นก็จะเคารพนับถือหมอนั้นต่อไป  เป็นอานิสงส์อีกส่วนหนึ่งด้วย  ถ้าหมอไม่มีเมตตาจิตต่อคนไข้แล้ว ย่อมไม่เป็นที่ยินดีของคนไข้  ความวิตกก็มีอยู่ร่ำไป  นับว่าเป็นไข้บังเกิดขึ้นอีกส่วนหนึ่ง  เป็นเหตุที่จะให้โรคที่มีอยู่ในร่างกายนั้นกำเริบขึ้นได้  พอที่จะหายได้เร็ว

     
    ก็เป็นช้าวันไป  หรือบางที่ไข้จะทรุดหนักลง  ทำให้ยากแก่การรักษาพยาบาล  เพราะฉะนั้นเมตตาจิตจึงมีคุณธรรมเกื้อกูลแก่หมอและคนไข้ด้วย  ควรที่หมอจะตั้งเมตตาจิตไว้ในสันดาน  นี่จัดว่าเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง

          ๒.  ไม่โลภเห็นแก่ลาภจนเกินไป  ลาภผลที่จะได้แก่คนนั้นย่อมเป็นที่ปรารถนาเป็นที่ยินดี อยู่ด้วยกันก็จริง  แต่บุคคลที่มีอัธยาศัยอันเรียบร้อย  หวังตั้งตนให้เป็นที่นับถือแห่งคนทั้งหลายแล้ว  ย่อมไม่เพ่งเล็งเอาด้วยอุบายหรือกดขี่หลอกลวงเลย  หมอเมื่อเขาหาไปรักษาไข้ควรตั้งใจเสียก่อนว่า  จะไปรักษาให้หายเพื่อเอาชื่อเสียง  รักษาโดยสุจริต  เมื่อผู้นั้นหายไข้แล้ว  ขวัญข้าวค่ายาย่อมมีอยู่เอง  ถึงหากว่าตามธรรมดาเคยได้เท่านั้นเท่านี้  ถ้าคนไข้ที่ขัดสนจะให้เท่านั้นไม่ได้หรือไม่มีจะให้เลย  ก็ไม่ควรจะเพิกเฉยละเมินเสีย  ควรจะช่วยอนุเคราะห์ด้วยเมตตาจิตเป็นที่ตั้ง  คุณความดีก็จะมีแก่ตน  คนทั้งหลายก็จะเคารพนับถือ  ลาภผลก็คงจะได้มา  ถ้าหมอเป็นคนมีความโลภเห็นแก่ลาภ  ไข้พอจะหายได้ในไม่ช้าวัน ก็แกล้งหน่วงไว้ให้หายช้า หรือไข้เป็นอย่างที่ไม่น่าตกอกตกใจ  ก็บอกไปเสียอย่างหนึ่งเพื่อให้เจ้าไข้ตกใจ  หรือคิดอุบายแต่จะได้รับขวัญข้าว  ค่ายา ค่าป่วยการให้มากด้วยประการใด ๆ เล่ห์ประการหนึ่ง ว่าจะทำนาค้าขายบนหลังคนไข้เอามั่งมีเสียทีเดียว  ไม่คิดแผ่เผื่อที่จะให้ความสุขแก่เพื่อนบ้านฐานถิ่น ฉะนั้นแล้วใครเล่าจะเคารพนับถือ  เมื่อไม่มีใครนับถือแล้วลาภผลที่เคยได้ในวิชาที่เป็นหมอจะมีมาแต่ไหน   มีแต่จะเสื่อมถอยน้อยลงทุกวัน   เพราะฉะนั้นหมอจึงควรเป็นคนไม่เห็นแก่ลาภ  ความที่ไม่เห็นแก่ลาภนั้นจัดเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง
     
               ๓.  ไม่เป็นคนโอ้อวด  ในความรู้ความสามารถของตนเกินกว่าคนทั้งหลาย  ซึ่งจะทำให้เสื่อมเสียความเชื่อถือได้เช่นกัน  ผู้ที่แสดงคำโอ้อวดให้เกินกว่าความรู้ของตน  เป็นต้นว่ารักษาไข้อะไรหายสักรายหนึ่งก็เอาขึ้นตั้ง  ไปที่ไหนก็อวดร่ำไป  ความรู้จริงแก่ใจไม่รู้ถึง  แต่พูดเกินกว่าความรู้  ไปพบไข้ที่ตนพูดว่ารู้กลับรักษาไม่ได้  เขาจะเรียกว่าหมอขาดภูมิ  ย่อมเป็นข้อหมิ่นประมาทของคนทั้งหลาย ต่อไปไม่มีใครเชื่อถือ  เลยพาให้ความรู้ที่มีอยู่เสื่อมไปด้วย  ถ้าพูดตามความรู้ที่ได้เรียนรู้และทำได้จริง  ก็ไม่นับว่าเป็นคนโอ้อวด   แต่ถึงนั้นต้องพูดได้ในเมื่อถึงคราวที่จะพูด  ถ้าพูดไปเสียร่ำไปก็ตกอยู่ในฐานะเป็นโอ้อวด พาให้เสื่อมเสียความเชื่อถือได้เหมือนกัน  ที่จริงความรู้ที่มีอยู่ในตนนั้น  ไม่จำเป็นต้องโอ้อวดอะไร สุดแต่ถึงคราวที่ต้องใช้ทำได้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย  แล้วกิตติศัพท์ความเลื่องลือก็จะปรากฏขึ้นเอง  ย่อมจะเป็นที่เชื่อถือยำเกรงของคนทั้งหลายด้วย  ความไม่โอ้อวดนี้จัดเป็นเครื่องประดับของหมออันหนึ่ง

           ๔.  ไม่ปิดบังความเขลาของตนไว้  รักษาไข้โดยการเดาหรือคาดคะเน  ไม่อาศัยความเป็นจริง  เมื่อได้ตรวจดูคนไข้ พิเคราะห์กิริยาอาการตลอดแล้ว  จะต้องเข้าใจว่าเป็นโรคอะไร  สามารถที่จะรักษาให้หายได้หรือไม่  ตกลงว่าจะรับรักษาให้หายได้  จึงรับรักษาพยาบาลตามความรู้ความสามารถของตน  ถ้าไปพบปะไข้ที่ตนไม่เคยรักษา หรือความรู้ของตนไม่เพียงพอที่จะรักษาได้  ก็พึงแสดงแจ้งให้เจ้าไข้เขารู้เสียแต่ต้นมือ  เพื่อที่เขาจะได้ไปหาหมออื่นรักษา  ถ้าจะให้ดีตนรู้ว่าใครจะรักษาได้ แนะนำบอกให้เขา
     
    ด้วยก็จะเป็นที่ยินดีของเจ้าไข้   ถึงหากว่าไข้นั้นไม่หายเพราะตนรักษาก็ดี  ตนก็ย่อมจะได้รับความนิยมนับถือไป  ว่าเป็นคนไม่ปิดบังความเขลาไว้  รักษาไข้ด้วยความที่ไม่เข้าใจ ไข้ก็จะทรุดหนักลง ที่สุดจะถึงอันตรายแก่ชีวิตก็จะเป็นได้   เมื่อเป็นเช่นนี้ หมอนั้นจะได้รับคำติเตียนของคนทั้งหลาย แล้วจะเป็นทางที่จะเสื่อมเสียจากลาภผล  เพราะฉะนั้นความที่ไม่ปิดบังความเขลาไว้จึงเป็นเครื่องประดับของหมออันหนึ่ง

          ๕.  ไม่ปิดบังความดีของคนอื่น  แสดงความยินดีสรรเสริญในคุณวิชาผู้อื่น  เมื่อได้ยินได้ฟัง  เมื่อได้ยินได้ฟังเขาสรรเสริญคุณวิชาของผู้อื่น  ควรทำอัธยาศัยแช่มชื่นสรรเสริญตาม  เมื่อผู้นั้นชอบอัธยาศัยของเราดังนี้ย่อมมีจิตรักใคร่จะเป็นมิตรกับเราบ้าง  คุณธรรมอันนี้ย่อมเป็นทางสืบสนธิ์ในสามัคคีรส   ซึ่งนักปราชญ์ทั้งหลายย่อมกล่าวสรรเสริญว่าเป็นกัลยาณธรรมนำมาซึ่งความสุขแห่งตน  จึงเป็นคุณธรรมที่บุคคลควรประพฤติและจัดเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง

          ๖.  ไม่หวงกีดกันลาภของผู้อื่น   เมื่อเห็นว่าสุดความสามารถของตน  แล้วหาผู้มีความรู้ ความสามารถกว่าตนมาช่วยรักษาให้ไข้หายเร็ว  ไม่หวงกีดกันลาภคนอื่น   เมื่อคนเป็นหมอไปรักษาไข้เห็นแล้ว่าลาภผลจะได้แก่ตน   แต่ลำพังผู้เดียวจะทำการไม่ถนัด  ที่ดีควรจะหาพวกพ้องหรือผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งมีความรู้มาช่วย  การนั้นจึงสำเร็จได้ดี  เช่น  ตนเป็นแต่หมอยา จะต้องหาหมอนวดมาช่วยอีกทางหนึ่งฉะนี้ แต่ครั้นจะให้เป็นเช่นนั้นก็กลัวว่าลาภที่ตนจะได้นั้น  ต้องแบ่งส่วนให้ผู้อื่นไปเสียจะได้น้อยไป ก็หวงกันไว้ไม่ให้ผู้อื่นเข้ามามีหุ้นส่วน  นี่เป็นข้อที่จะทำอันตรายให้แก่คนไข้  หมอไม่ควรคิดเช่นนี่เลย ถ้าเห็นทางที่จะเฉลี่ยลาภผลให้แก่ผู้ที่มีความรู้ด้วยกันด้วยประการใด  ก็ควรจะแสดงความยินดีแผ่เผื่อให้   การที่รักษาพยาบาลไข้ถ้ามีเพื่อนเป็นคู่คิดคู่ปรึกษาช่วยเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน   
     
   

แล้ว  เป็นข้อที่ป้องกันความพลั้งเผลอได้และอาจที่จะรักษาไข้ให้หายเร็วด้วย   เพราะฉะนั้นการที่ไม่หวงกันลาภคนอื่นนั้น จึงจัดเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง

          ๗.  ไม่ลุอำนาจแก่อคติทั้ง ๔  คือ  ฉันทาคติ  ความรักใคร่พอใจ  โทสาคติ  ความโกรธ    ภยาคติ  ความกลัว   โมหาคติ  ความหลง

          ฉันทาคติ  ความรักใคร่พอใจนั้นคือ ทำความรักใคร่ในบุคคลไม่เสมอกัน  บางคนก็ตั้งใจรักษาพยาบาล  บางคนก็เกลียดชังไม่รักษาโดยความตั้งใจจะให้โรคหาย

          โทสาคติ  ความโกรธนั้นคือ  ใช้แต่โทสะจิตเป็นเบื้องหน้า  ไม่มีใจอันดีต่อคนไข้ ทำอะไรก็จะเอาใจของตน  ไม่ผ่อนผันตามอัธยาศัยของคนไข้ให้มีสติอารมณ์เบิกบานบ้างเลย

          ภยาคติ   ความกลัวนั้น  กลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว เป็นต้น เช่นว่า รักษาไข้กลัวเขาจะไม่ให้ขวัญข้าวค่ายาก็ไม่ตั้งใจรักษา  หรือกลัวว่ายาดีที่ทำไว้ ถ้าจะให้คนไข้กินซึ่งอาจจะหายได้  แต่กลัวยาจะหมดเสีย

          โมหาคติ  ความหลงนั้น  หลงเชื่อตนมีความรู้ดี  ไม่ต้องทำอัธยาศัยเผื่อแผ่เป็นมิตรไมตรีกับผู้ใด  หรือหลงเชื่อว่ายาของตนดีรักษาไข้หายได้โดยไม่ตรวจอาการไข้ก่อนที่จะวางยา

     
   

          หมอผู้ใดไม่ลุอำนาจแก่อคติ ๔ ประการแล้ว คุณความดีก็จะมีในตน จึงจัดความไม่ลุอำนาจแก่อคติทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นคุณธรรมเครื่องประดับของหมอได้ประการหนึ่ง

          ๘. ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม    มีลาภผล  เสื่อมลาภ      ความนินทา  ความสรรเสริญ  มียศศักดิ์  ปราศจากยศศักดิ์   ความทุกข์  ความสุข 

          ลาภผลที่จะได้หรือไม่ได้  ไม่มีก็ดี  ความนินทาสรรเสริญก็ดี  มียศศักดิ์ก็ดี  หรือปราศจากยศศักดิ์ก็ดี  ความทุกข์  ความสุข เหล่านี้มาถึงตน  ก็ให้มีอัธยาศัยหนักแน่นมัธยัสถ์เป็นปานกลาง ไม่ทำความกระวนกระวายขวนขวายยินดียินร้ายเดือดร้อนรำคาญ  ซึ่งเป็นเหตุจะทำลายคุณความดีของตน  และทำจิตให้พิกลไปจากความเป็นปกติ  เพราะโลกธรรมนี้ย่อมยุยงส่งเสริมบุคคลให้ตกไปในทางที่ชั่วได้  ผู้ที่ไม่หวั่นไหวแก่โลกธรรมจึงเป็นที่สรรเสริญของผู้ที่มีปัญญา  จัดว่าเป็นเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง

           ๙.  มีหิริโอตตัปปะ  ความละอายสะดุ้งกลัวต่อบาป  อันจะเป็นเวรกรรมต่อไปภายหน้า      ละเว้นจากความพยาบาท  อาฆาต  จองเวรต่อบุคคลอื่น 

          ละอายสะดุ้งกลัวต่อบาปอันจะเป็นเวรกรรมต่อภพชาติในภายหน้า  ละเว้นจากวิหิงสาพยาบาทอาฆาตจองเวรต่อบุคคลอื่น   การมีใจอันชุ่มชื่นไปด้วยความกรุณา  มีหิริโอตตัปปะเป็นเบื้องหน้านี่จัดเป็นคุณธรรมเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง

         

     
            ๑๐. ไม่เป็นคนเกียจคร้านและมักง่าย  มีความตั้งใจรักษาไข้ด้วยความอุตสาหะใช้ปัญญา พินิจพิจารณาโดยรอบคอบ
  
          ตั้งใจอุตสาหะทำการรักษาพยาบาลไข้โดยเต็มกำลัง  ใช้ปัญญาพินิจพิจารณาโดยถ้วนถี่  ถึงเวลาไปตรวจฟังดูอาการเพื่อได้คิดวางแผนการรักษา   ความรู้ที่มีอยู่แล้วก็เอาใจใส่สอบสวนให้แจ่มแจ้งเจริญขึ้น  สิ่งที่ยังไม่รู้ก็หมั่นศึกษาค้นคว้า  หาความรู้ใส่ตนต่อไปมิได้เพิกเฉย  และหมั่นประกอบยาไว้สำหรับรักษาไข้   ในตำราให้เอาอะไรกี่อย่างก็อุตสาหะมาทำให้ครบกับตำรา  ไม่สักแต่ว่าตำราให้เอา ๑๐ อย่างก็เอาแต่ ๕ – ๖ อย่าง ทำความมักง่าย   ความจริงเครื่องยานั้นถ้าไม่ประสมให้ครบตามตำราที่ท่านวางไว้แล้ว  ก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์และจะลงโทษว่ายาไม่ดีไม่ได้   เพราะฉะนั้นหมอจึงไม่ควรเป็นคนมักง่าย  ตรวจไข้ก็ต้องตรวจโดยถี่ถ้วนเหมือนกัน  ถ้าเป็นแต่มียาไม่ตรวจไข้ให้ต้องกับยาแล้ว  ยานั้นก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร ไข้กับยาต้องตรงกันนี่เป็นข้อความสำคัญ  ความไม่มักง่ายจัดเป็นคุณธรรมเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง

          ๑๑. มีโยนิโสมนสิการ  ตริตรองในใจโดยแยบคาย  ใช้องค์พิจารณาปัญญา    ความพินิจพิจารณาหาเหตุผโดยรอบคอบ  ในการตรวจลักษณะอาการ  รักษาโรคและไข้
          
          ตริตรองในใจโดยแยบคายจะตรวจอาการโรค  ก็ตรวจด้วยพินิจพิเคราะห์เหตุผลโดยรอบคอบ เมื่อจะประกอบยารักษาก็ทำโดยความใคร่ครวญ  ใช้องค์วิจารปัญญาสอดส่องให้แน่นอนแก่ใจทุกสิ่งทุกอย่าง  นี่เป็นองค์อันสำคัญสำหรับวิชาแพทย์  จัดเป็นคุณธรรมเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง

           ๑๒. ไม่เป็นคนมีสันดานอันประกอบด้วยความมัวเมา  เป็นต้นว่า  เสพย์สุรา  สูบกัญชา  ยาฝิ่น  สิ่งเสพติดทุกชนิด  หรือมัวเมาระเริงหลงในทางอบายมุข  เล่นเบี้ยเล่นการพนันต่าง ๆ  เบญจกามคุณ  อันเป็นทางจะนำตนให้ไปสู่ความเดือดร้อน  เสื่อมเสียความประพฤติอันเป็นข้าศึกกับวิชาชีพของตน  เมื่อหลีกเลี่ยงไปพ้นมิให้พัวพัน  มีสันดานตั้งมั่นในทางสุจริตดังนี้  จัดว่าเป็นคุณธรรมเครื่องประดับของหมอประการหนึ่ง

     
   

         กล่าวโดยสรุป      บุคคลที่กระทำการใด ๆ  ซึ่งจะมีความผิดที่กล่าวมานั้นด้วยเหตุ  6  ประการ  คือ

          1. ไม่มีความละอายต่อความทุจริต หรือ เกรงกลัวต่อความเสียหายในการงานที่ทำนั้น ทำด้วยความโลภ  ปรารถนาลาภอย่าง ๑ ปรารถนาจะให้มีชื่อเสียงปรากฏในคุณความดี ก็ทำด้วยความโอ้อวดอย่าง ๑ นี่เป็นบ่อเกิดของความผิดประการ ๑

          2. ไม่มีความรู้ในการนั้น  ทำไปโดยการเดา จะถูกหรือผิด ดีหรือชั่วก็ไม่รู้  นี่เป็นบ่อเกิดของความผิดประการ ๑ 

          3. มีความสงสัยในการงานที่ตนจะทำนั้นครอบงำอยู่แล้ว  คือ คิดไม่เห็นว่าจะทำอย่างไรดียิ่งตรองไปก็เป็นหลายเท่าหลายทาง  ล้วนเป็นอาการที่คาดคะเนโดยเดาไปเสียทุกอย่าง จะหยิบยกเอาอะไรมาเป็นหลักฐานที่อ้างอิงก็ไม่ได้  ยิ่งคิดยิ่งฟั่นเฟือนไป เพราะคิดไปไม่ตลอดต้องถอยหลังกลับมาคิดทางอื่น  ก็ไม่ตลอดวนเวียนอยู่ ครั้นจะไต่ถามผู้รู้หรือจะปฏิเสธเสียว่าไม่รู้ก็กลัวว่าจะเสียชื่อเสียง  ทำให้เสื่อมความเลื่อมใสในตน  เมื่อการมาถึงเข้าก็ทำไปโดยความโง่เขลาการที่ทำนั้นจึงได้ผิดไป  ความสงสัยที่ครอบงำอยู่นี้ เป็นบ่อเกิดของความผิดประการ ๑

     
               4. ความสำคัญผิดคิดเข้าใจในสิ่งที่ไม่ควรทำว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ  เช่น  ผู้ที่ตั้งตนเป็นหมอ รักษาไข้  โดยไม่มีความรู้ความชำนาญพอ เช่น คนเป็นไข้พิษมีอาการร้อนกระสับกระส่าย ทางที่ถูกควรใช้ยาสำหรับดับพิษไข้  เขาห้ามไม่ให้อาบน้ำในเวลากำลังไข้มีพิษให้กระสับกระส่าย  เข้าใจเสียว่าอาบน้ำให้เย็นจะได้หาย ก็เอาน้ำอาบให้คนไข้ จนพิษไข้หลบ   เข้าใน  เป็นเหตุจะตัดรอนชีวิตคนไข้เสีย  หรืออีกนัยหนึ่งคนไข้เป็นโรคอุจจารธาตุพิการ ควรจะให้ยาคุมธาตุ บำรุงธาตุ แต่ไม่ใช้ กลับใช้ยาถ่ายที่แรง ๆ  เช่น ยาที่เข้าสลอดมาก ๆ ด้วยเห็นว่า ให้อุจจาระที่เสียออกให้หมดก็แล้วกัน  เมื่อทำดังนี้โรคนั้นจะกลายเป็นอติสารก็จะ ถึงแก่ความตาย  นี่แหละเป็นความสำคัญในสิ่งที่ไม่ควรทำว่าควรทำและไปทำลง  ดังนั้น จัดเป็นบ่อเกิดของความผิดประการ ๑

          5. ความสำคัญผิดคิดเข้าใจในสิ่งที่ควรทำว่าไม่ควรทำ  แล้วก็ทำการนั้นให้ผิดไป  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในข้อที่ ๔  เป็นบ่อเกิดของความผิดประการ ๑ 

          6. ทำการด้วยความปล่อยสติเสีย  ไม่ใช้สติตริตรองเหตุผลให้ถี่ถ้วน  คือ ไม่ใช้องค์ปัญญาอันประกอบด้วยโยนิโสมนะสิการเป็นหัวหน้า  ก็คือ ไม่มีสติ ทำการด้วยความเลินเล่อ ก็การที่ทำด้วยไม่มีสติเช่นนี้  ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะไม่มีความผิด เพราะฉะนั้นในเหตุข้อ ๖ นี้ จัดเป็นบ่อเกิดของความผิดประการ ๑  และในเหตุทั้ง ๕ ข้อเบื้องต้นก็ย่อมรวมอยู่ในข้อ ๖ นี้ด้วย
     
   

          เมื่อจะย่อความให้สั้นเข้า ดังนี้ว่า

  • ทำด้วยความไม่ละอาย ๑
  • ด้วยไม่รู้ ๑
  • สงสัยแล้วขืนทำ ๑
  • เข้าใจในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร ๑
  • เข้าใจในสิ่งที่ไม่ควรว่าควร ๑
  • ปล่อยสติเสีย ๑

          เหตุทั้ง ๖ ประการนี้ ย่อมเป็นบ่อเกิดของความผิดทั่วไปไม่เฉพาะแต่ผู้ที่เป็นหมอ  และเมื่อจะค้นหาต้นเหตุต่อไปอีกว่าเหตุ ๖ ประการนี้เกิดจากอะไร  ก็จะพบว่าเกิดจากความประมาทอย่างเดียว  ความประมาทนี้ย่อมเป็นบ่อเกิดของความชั่วทั่วไป  เพราะเป็นสภาวะใหญ่ยิ่งกว่าธรรมจริยาทั้งหลาย ในภาษิตทั้งปวงก็ย่อมกล่าวอธรรมจริยะรวมลงในความประมาทอย่างเดียวว่า  ดุจรอยเท้าของสัตว์ทั้งหลาย  ไม่มีอะไรใหญ่กว่ารอยเท้าคชสาร   ถ้าหากจะค้นหารากเหง้าเค้ามูลของความประมาทลงไปอีกชั้นหนึ่ง ก็จะพบว่าความโง่หรืออวิชาเป็นเหตุของความประมาทนั้นเอง

          การที่จะป้องกันเหตุ ๖ ประการอันเป็นบ่อเกิดของความผิด  มิให้มีได้ก็ด้วย สติ อันประกอบด้วยความไม่ประมาท  เมื่อทำการด้วยมีสติอยู่เสมอแล้ว  ความผิดก็จะไม่เกิดมีได้ด้วยประการทั้งปวง

          อีกนัยหนึ่งท่านยกสติมาเป็นต้นรากของความประพฤติทั้งปวงว่า  เสียทรัพย์ ไม่ควรเสียศีล เสียศีลไม่ควรความสัตย์ เสียสัตย์ ไม่ควรเสียความเพียร เสียความเพียร ไม่ควรเสียสติ ดังนี้

          เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะทำการเป็นหมอ หรือจะทำการใด ๆ ก็ให้ใช้สติตริตรองโดยรอบคอบ อย่าพึ่งปล่อยสติเสีย

     
เอกสารอ้างอิง   เวชศึกษา ร.ร. แพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพน ฯ ท่าเตียน พระนคร ๒๕๐๔
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต    
     

 




สาระน่ารู้

อาหารและการกินอาหารที่ทำให้เกิดโรคในคัมภีร์แพทย์แผนไทย article
โยนิโสมนสิการ article
ตัวยา 9 รส article
น้ำมันมะพร้าว บทบาทต่อสุขภาพและความงาม article
ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ article
ประโยชน์ของการให้อภัย article
ตัวยาที่ใช้แทนกันได้ article
ตัวยาที่มีชื่อเรียกแปลก ๆ article
ตัวยาที่เป็นปริศนา article
ตัวยาเรียกได้หลายชื่อ article
ดินต่าง ๆ ที่ใช้ทำยา article
ประโยชน์จากการออกกำลังกาย article
คำตั้งสัจจะอธิษฐาน article
ประวัติความเป็นมาของฤาษีดัดตน article



ช่องทางใหม่กับคลีนิกการแพทย์แผนไทยพฤกษเวช
รับ ติว สอน อบรม
dot
dot
bulletสรุปเวชกรรมไทย
bulletรู้ทันโรค
bulletสาระน่ารู้
bulletโยนิโสมนสิการ
bulletยาสามัญประจำบ้าน
bulletโรคต่างๆ ในทรรศนะแพทย์แผนไทย
bulletประวัติความเป็นมาของ"ฤาษีดัดตน"
bulletย้อนรอยศาสตร์การนวด
bulletอาหารและการกินอาหารที่ทำให้เกิดโรคในคัมภีร์แพทย์แผนไทย
bulletตัวยา 9 รส
bulletน้ำมันมะพร้าว บทบาทต่อสุขภาพและความงาม


 

qrcode


Copyright © 2011 All Rights Reserved.