ReadyPlanet.com
dot dot
น้ำมันมะพร้าว บทบาทต่อสุขภาพและความงาม article
   
     
    โดย  ยส  พฤกษเวช
     
   

               มะพร้าว   ( Coconut   โคโคนัท )   มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า   Cocos  nucifera L.  เป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจพืชหนึ่งของประเทศไทย   บรรพบุรุษของไทยได้นำมะพร้าวมาใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของต้น  จนมะพร้าวได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้สารพัดประโยชน์และเป็นพฤษาชีวิน  หรือ  Tree  of  life   คนไทยรู้จักใช้เนื้อมะพร้าวในการบริโภคเป็นอาหารทั้งคาวและหวานในชีวิตประจำวัน   ซึ่งจากสำนักงานสถิติแห่งชาติได้เคยสำรวจพบว่า   ประชากรไทย  1  คน  บริโภคเนื้อมะพร้าว  ประมาณปีละ  8273.2  กรัม  หรือประมาณ  18  ผล/คน/ปี   ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีพลเมืองประมาณ  60  ล้านคน   จะใช้ผลมะพร้าวประมาณ  108  ล้านผล  หรือประมาณ  65%  ของผลผลิตทั้งหมด   ส่วนที่เหลือประมาณ  35%   ใช้ในรูปของอุตสาหกรรมหรือส่งออกต่อไป

               มะพร้าวเป็นพืชที่สามารถขึ้นได้ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ   แต่ขึ้นได้ดีในดินที่มีสภาพเป็นกลางหรือเป็นกรดเล็กน้อย  คือ  pH  ระหว่าง  6-7  ลักษณะดินร่วน  หรือร่วนปนทราย  มีการระบายน้ำดีมีฝนตกกระจายสม่ำเสมอแทบทุกเดือน   อากาศอบอุ่น   หรือค่อนข้างร้อนและมีแสงแดดมาก  มีปลูกมากในจังหวัดภาคกลาง   ภาคใต้  และชายฝั่งตะวันออกแถบชลบุรี   ระยอง   จันทบุรีและตราด   มะพร้าวนอกจากใช้ประกอบอาหารแล้ว  ยังแปรรูปขายเพื่อเป็นวัตถุดิบในการอุตสาหกรรมได้หลายชนิด

     
                  น้ำมันมะพร้าวเป็นยาพื้นบ้านสำหรับทารักษาอาการฟกช้ำดำเขียว   อาการไฟไหม้น้ำร้อนลวกตลอดจนหมอกระดูกใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาอาการต่าง ๆ ของกระดูกที่เกิดจากอุบัติเหตุ   เช่น   แขนหัก   ขาหัก   ในปัจจุบันน้ำมันมะพร้าวที่ผลิตได้ถูกนำไปใช้ในทางอุตสาหกรรม   ทำสบู่   ผงซักฟอก   แชมพู   เครื่องสำอาง   อุตสาหกรรมพลาสติก   ฟอกหนัง  และใช้เป็นเชื้อเพลิงจุดตะเกียงให้แสงสว่าง    จากวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันโลก   เริ่มมีการนำน้ำมันมะพร้าวไปผลิตเป็นไบโอดีเซล   ใช้เติมรถยนต์ดีเซลและเครื่องจักรกลทดแทนน้ำมันดีเซล

               มะพร้าวคนไทยบริโภคมาตั้งแต่โบราณกาล   โดยที่คนไทยไม่ค่อยมีปัญหาสุขภาพมากมายดังเช่นทุกวันนี้   แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่  2   น้ำมันมะพร้าวและกะทิซึ่งเป็นไขมันประเภทอิ่มตัว  ( Saturated  fat )   ถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ   เพราะมีคอเลสเตอรอลสูงและเมื่อบริโภคเข้าไป  ร่างกายก็ไปเปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ในกระแสโลหิต    อันเป็นสาเหตุของการอุดตันของหลอดเลือดทำให้หัวใจวายเพราะขาดเลือด  จึงมีการรณรงค์ให้หันไปบริโภคน้ำมันพืชที่ไม่อิ่มตัว  ( Unsaturated  fat )  แทน  เช่น  น้ำมันถั่วเหลือง   น้ำมันเมล็ดทานตะวัน  น้ำมันดอกคำฝอย   น้ำมันข้าวโพด  เป็นต้น

               แต่ปัจจุบันได้มีรายงานการวิจัยซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้ตีพิมพ์  ซึ่งชี้ให้เห็นว่าน้ำมันมะพร้าวที่เคยถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของโรคหัวใจนั้นไม่เป็นความจริง   เพราะผลการวิจัยสรุปว่า  น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุดในโลก   แต่น้ำมันไม่อิ่มตัวทั้งหลายกลับเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ 
     
    เช่น  โรคหัวใจ  โรคมะเร็ง  โรคเบาหวาน  โรคอ้วน  โรคข้อเสื่อม  และโรคอื่น ๆ  ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตลงก่อนวัยอันควร  เช่น  คนอเมริกันกว่า  60  เปอร์เซ็นต์  มีน้ำหนักเกินอัตราที่กำหนด  ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลายชนิด   ที่เป็นเช่นนี้เนื่องมาจากทุกคนพากันบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันไม่อิ่มตัวชนิดอื่น ๆ  ซึ่งเกิดจากความเข้าใจผิดมาเป็นเวลานาน  ชนชาติของประเทศทวีปเอเชีย  เช่น   ศรีลังกาอินเดีย   อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์  ฯลฯ  ซึ่งบริโภคมะพร้าวเป็นอาหารหลักอย่างหนึ่ง   โดยใช้กะทิหรือน้ำมันมะพร้าวเป็นส่วนประกอบของอาหาร  คนกลุ่มนี้ก็มีสุขภาพแข็งแรง  และไม่ค่อยมีคนอ้วนหรือเป็นโรคมะเร็ง   โรคเบาหวาน  และโรคหัวใจ  เป็นจำนวนมากเหมือนกับพวกชาวตะวันตก  และในด้านความงามก็เช่นกัน  คนพื้นเมืองในประเทศเหล่านี้แม้ว่าบางเชื้อชาติจะมีผิวคล้ำแต่ก็มีผิวเนียน  ไม่แตกลายหรือเหี่ยวย่น  แต่ผิวพรรณกลับดูอ่อนกว่าวัย   เส้นผมสลวยดกดำเป็นเงางาม   อันเนื่องมาจากใช้น้ำมันมะพร้าวมาทาผิวและชโลมเส้นผมนั่นเอง
     
   

ประเภทของน้ำมันมะพร้าว

     น้ำมันมะพร้าว  แบ่งออกเป็น  2  ประเภทใหญ่ ๆ  คือ
     1.  น้ำมันมะพร้าว  RBD เป็นน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้จากเนื้อมะพร้าวห้าวโดยการบีบ หรือใช้ตัวทำลายผ่านความร้อนสูงและใช้กระบวนการทางเคมี  คือ   การทำให้บริสุทธิ์ ( Refining) การฟอกสี  ( Bleaching) และกำจัดกลิ่น   ( Deodorization )   เพื่อให้เหมาะสำหรับการบริโภค  ได้น้ำมันสีเหลืองอ่อน  ไม่มีกลิ่นและรส  ปราศจากวิตามินอี  ( เพราะถูกขจัดออกไปโดยขบวนการทางเคมี )   มีปริมาณกรดไขมันอิสระไม่เกิน  0.1%   ปัจจุบันไม่ค่อยมีจำหน่ายเพราะโรงงานสกัดน้ำมันมะพร้าวประเภทนี้ส่วนใหญ่เลิกดำเนินกิจการไปนานแล้ว
      2.  น้ำมันมะพร้าวบีบเย็น  ( Cold–pressed coconut oil) โดยขบวนการบีบไม่ผ่านความร้อนสูง  ผลิตจากเนื้อมะพร้าวสดเป็นน้ำมันมะพร้าวที่บริสุทธิ์ที่สุด  สีใสเหมือนน้ำ  มีวิตามินอีและไม่ผ่านกระบวนการเติมออกซิเจน  ( Oxidation ) มีค่า  Peroxide และกรดไขมันอิสระต่ำ  มีกลิ่นมะพร้าวอย่างอ่อน ๆ ถึงแรง  ( ขึ้นอยู่กับขบวนการการผลิต )   มีความชื้นไม่เกิน  0.1%  เรียกน้ำมันมะพร้าวชนิดนี้ว่า  น้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ ( Virgin  Coconut  Oil )  เหมาะเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กหรือในครัวเรือน
      

     
           ในปัจจุบันนิยมนำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์  ซึ่งเป็นน้ำมันที่ผลิตได้โดยวิธีชีวภาพ  นำมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เพื่อความงามได้แก่  ครีมถนอมผิว  น้ำมันบำรุงผมและใช้ผสมกับน้ำมันหอมระเหย   เพื่อใช้นวดตัวในการทำอโรมาเทอราปีซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าของผลิตภัณฑ์  และยังเป็นการนำน้ำมันมะพร้าวมาพัฒนาในระดับอุตสาหกรรมต่อไป

       สาเหตุที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวเป็นพืชชนิดเดียวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและความงามของมนุษย์มากที่สุดในบรรดาน้ำมันพืชทั้งหลายเพราะ

       1.  เป็นกรดไขมันขนาดกลาง สิ่งที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวแตกต่างไปจากน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ คือ   ขนาดของโมเลกุลของกรดไขมัน    กรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันขนาดกลาง  คือ  มีจำนวนคาร์บอนอะตอมในโมเลกุลระหว่าง  12  ถึง  14  อะตอม  ในน้ำมันมะพร้าวมีจำนวนอะตอมของคาร์บอน  8  ถึง  14  อะตอม  กรดไขมันที่สำคัญ  ได้แก่   กรดคาปริก  ( Capric acid – C10 ) กรดลอริก   ( Lauric acid – C12 ) และกรดไมริสติก  ( Myristic  acid – C14)น้ำมันพืชอื่น ๆ  ส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันขนาดยาว  คือ  มีจำนวนคาร์บอนอะตอมในโมเลกุล  16  อะตอม ขึ้นไป  เช่น  กรดลินโนเลอิก  ( Linoleic  acid – C18)    
      
     
          2.  เป็นกรดไขมันอิ่มตัวน้ำมันมะพร้าว   ประกอบด้วยกรดไขมันที่อิ่มตัว กว่า  90%  อะตอมของธาตุคาร์บอนของกรดไขมันที่อิ่มตัวจะต่อกันเป็นสายโซ่   โดยมีพันธะเดี่ยวจับกันเองจนเป็นเส้นยาวตามจำนวนของคาร์บอน  แต่ละอะตอมของคาร์บอนจะมีไฮโดรเจนติดอยู่  2  ตัว  เนื่องจากแต่ละอะตอมของคาร์บอนไม่สามารถรับไฮโดรเจนได้อีก  เพราะไม่มีพันธะหรือแขนว่าง  ( เนื่องจากแขนทั้ง  4  ถูกใช้ไปหมด  สองแขนจับกันเอง  อีกสองแขนจับกับไฮโดรเจน  2  ตัว )   จึงเรียกน้ำมันที่มีกรดไขมันประเภทนี้ว่า  “ น้ำมันอิ่มตัว ” 
 
        น้ำมันมะพร้าว   ยังประกอบไปด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวอีก  2  ประเภท  
ประเภทที่ 1  
ได้แก่ กรดไขมันที่อะตอมของคาร์บอน  1  ตัว  ไม่มีไฮเดรเจน  2  ตัวมาจับ  มันจึงต้องจับกันเองด้วยพันธะคู่ เราเรียกกรดไขมันที่มีพันธะคู่หนึ่งคู่ว่า “ กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ”
ประเภทที่ 2   ได้แก่ กรดไขมันที่มีพันธะคู่มากกว่า  1  คู่  ซึ่งเรียกว่า  “ กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ” เนื่องจากกรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่  คือ  กว่า  90% เป็นประเภทอิ่มตัว  เราจึงเรียกน้ำมันมะพร้าวว่าเป็นไขมันอิ่มตัวหรือน้ำมันอิ่มตัว
     
     
          3.  มีกรดลอริกสูงมาก น้ำมันมะพร้าว  เป็นน้ำมันจากพืชที่มีกรดลอริกอยู่ในปริมาณที่สูงมาก  ( 48-53% )  และกรดลอริกนี้เองที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติพิเศษในการเสริมสุขภาพและความงามของมนุษย์
        4.  มีวิตามินอีที่มีประสิทธิภาพสูง  น้ำมันมะพร้าวที่ไม่ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์   ฟอกสี  และกำจักกลิ่น  ยังคงมีวิตามินอีเหลืออยู่และก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้น้ำมันมะพร้าวโดดเด่นกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ
     
   
     
   

บทบาททางสรีระวิทยาของน้ำมันมะพร้าว
        น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันพืชที่มีองค์ประกอบที่แตกต่างไปจากน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ  ดังได้กล่าวมาแล้ว  และแต่ละองค์ประกอบก็มีบทบาททางสรีระวิทยาที่เสริมให้น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพและความงามของผู้บริโภค  ดังที่จะได้อธิบายดังต่อไปนี้

      1.  ความเป็นกรดไขมันขนาดกลาง การที่โมเลกุลของกรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวมีขนาดกลาง   มีส่วนอย่างมากที่ทำให้มีคุณสมบัติเป็นเลิศ  ดังจะเห็นได้จากกรณีดังต่อไปนี้
      - เปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว  :  ร่างกายของมนุษย์  สามารถเปลี่ยนน้ำมันมะพร้าวให้เป็นพลังงานอย่างรวดเร็ว   เนื่องจากส่วนใหญ่ของกรดไขมันของน้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดกลาง   เมื่อเราบริโภคเข้าไป  มันจะผ่านกระเพาะไปยังลำไส้แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ตับอย่างรวดเร็ว  ( ภายใน  1  ชั่วโมง )   ทำให้ไม่มีไขมันสะสมในร่างกาย
      - เพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหาร  :  นอกจากจะเปลี่ยนเป็นพลังงานอย่างรวดเร็ว  ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น   น้ำมันมะพร้าวยังไปเร่งอัตราการเกิดเมตาบอลิสซึม  หรือเร่งการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน  มีผลทำให้เกิดความร้อนสูง  โดยไป

     
  กระตุ้นให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานเร็วขึ้น  คล้ายกับบุคคลประเภทไฮเปอร์ธัยรอยด์ที่ต่อมธัยรอยด์ทำงานในอัตราที่สูงกว่าคนธรรมดา  จึงใช้พลังงานมาก     เพราะเป็นคนแอ็คทีฟจึงไม่อ้วน   เพราะอาหารจะถูกเผาผลาญเป็นพลังงานทั้งหมด  ไม่สะสมเป็นไขมันในร่างกาย 
     
- ช่วยลดน้ำหนัก
  :  การบริโภคน้ำมันมะพร้าว  นอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้ว   ยังสามารถลดความอ้วนจากผลของการเกิดความร้อนสูงในร่างกาย   โดยการไปนำไขมันที่ร่างกายสะสมไว้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายออกมาใช้เป็นพลังงาน   ดังนั้น  น้ำมันมะพร้าวจึงช่วยลดความอ้วนได้  สมกับคำที่กล่าวถึงน้ำมันมะพร้าวที่ว่า  “ กินของอ้วนแต่กลับดูผอม  :  Eat  fat  - Look  thin ”  
       2.  ความอิ่มตัว  เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัว  โดยพันธะที่จับกันระหว่างอะตอมของคาร์บอนเป็นพันธะเดี่ยว  จึงไม่ถูกอะตอมของไฮโดรเจนและออกซิเจนเข้าไปแทรก  ทำให้มีความคงตัวสูง   น้ำมันไม่อิ่มตัวซึ่งมีพันธะคู่ในโครงสร้างโมเลกุล  จะเกิดปฏิกิริยาเติมออกซิเจนและไฮโดรเจนได้   ทำให้โครงสร้างโมเลกุลน้ำมันเปลี่ยนแปลงไปจากธรรมชาติ   ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายตามมา
     
           3.  กรดลอริก  และโมโนลอริน  น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริกอยู่ประมาณ  50%  กรดนี้มีส่วนที่ทำให้ดีเดนกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ  เพราะมันมีความสามารถพิเศษ  คือ 
       - สร้างภูมิคุ้มกัน  :  กรดลอริกเป็นสารตัวเดียวกับที่อยู่ในน้ำนมมารดา  ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารกระยะ  6  เดือนแรก  เมื่อร่างกายยังไม่สร้างระบบภูมิคุ้มกัน
       - ฆ่าเชื้อโรค  :  โมโนลอริน   เป็นสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคที่ดีกว่ายาปฏิชีวนะที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน   เพราะยาเหล่านี้  ฆ่าได้เฉพาะแบคทีเรียเท่านั้น   แต่โมโนลอรินทำลายได้ทั้งแบคทีเรีย  เชื้อรา  ยีสต์   โปรโตซัวและไวรัส    รวมทั้งเชื้อที่ก่อให้เกิดหลอดเลือดแข็งตัว    เพราะเหตุนี้  จึงทำให้น้ำมันมะพร้าวมีข้อดีที่น่าสนใจ  3  ประการ  คือ
       1.  เชื้อโรคที่ยาปฏิชีวนะทั่วไปไม่สามารถทำลายได้  เนื่องจากมีเกราะที่เป็นไขมันห่อหุ้มเยื่อของเซลล์   แต่เกราะนี้จะถูกทำลายโดยน้ำมันมะพร้าวเพื่อเปิดโอกาสให้โมโนลอรินเข้าไปกำจัด
       2.  น้ำมันมะพร้าว  ไม่เพิ่มการดื้อยาของเชื้อโรคเหมือนยาปฏิชีวนะทั่วไป  ซึ่งมักจะต้องใช้ในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ   จนในที่สุดไม่สามารถทำลายได้
       3.  แม้ว่าน้ำมันมะพร้าวจะมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคที่มีไขมันห่อหุ้มเยื่อของเซลล์  แต่น้ำมันมะพร้าวจะไม่ทำอันตรายกับจุลินทรีย์อื่น ๆ  เช่น  แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้  และแม้ว่าน้ำมันมะพร้าวจะมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคได้   แต่จะไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกาย  ทั้งยังมีคุณค่าทางอาหารที่ดีด้วย
     
           4.  วิตามินอี   น้ำมันมะพร้าวที่ผลิตจากมะพร้าวแห้งที่เก็บไว้นาน ๆ  ยังคงเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพตราบใดที่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงทางเคมี   น้ำมันที่สกัดได้โดยไม่ใช้อุณหภูมิสูงและไม่ผ่านกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า  เวอร์จิ้นออย ( Virgin  oil ) หรือน้ำมันพรหมจรรย์  จะยังคงมีวิตามินอีเหลืออยู่  ทั้งนี้วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าว  มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
       - ต่อต้านอนุมูลอิสระ  วิตามินอี  ทำหน้าที่ป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกเติมออกซิเจน  เป็นตัวต่อต้านอนุมูลอิสระ  ซึ่งเกิดจากมลพิษในสิ่งแวดล้อมและในอาหาร   เครื่องดื่ม  การสูบบุหรี่  รังสี  ความเครียด ฯลฯ  โดยปรกติร่างกายของมนุษย์มีตัวต่อต้านอนุมูลอิสระคอยทำลายอนุมูลอิสระอยู่แล้ว   แต่เมื่อบริโภคน้ำมันพืชประเภทไม่อิ่มตัว   ซึ่งถูกเติมออกซิเจนได้ง่าย ๆ  ( เพราะมีพันธะคู่ในโมเลกุล )   ตั้งแต่เริ่มสกัด  ตลอดจนการขนส่งระหว่างทางและการเก็บไว้ก่อนบริโภค   จึงเกิดเป็นอนุมูลอิสระได้ง่าย   อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นนี้จะไปลดประสิทธิภาพของตัวต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในร่างกาย   ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดผลเสียแก่เซลล์และเนื้อเยื่อ   เนื่องจากอนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่เปลี่ยนสภาพโดยสูญเสียอิเล็กตรอนในวงแหวนรอบนอก  กลายเป็น  “ โมเลกุลเกเร ”  เที่ยวไปขโมยอิเล็กตรอนจากโมเลกุลที่อยู่ใกล้เคียง  และโมเลกุลที่สูญเสียอิเล็กตรอนไปจะไปขโมยอิเล็กตรอนจากโมเลกุลข้าง
     
เคียงอื่นต่อไปเรื่อย ๆ เป็นลูกโซ่  ทำให้เซลล์วิปริตไป  เช่น  เยื่อบุเซลล์ฉีกขาดเปลี่ยนสารพันธุกรรมในนิวเคลียส  เกิดการกลายพันธุ์  ฯลฯ  ทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมไม่ต่ำกว่า  60  โรค  โดยเฉพาะโรคหัวใจ  มะเร็ง   ไขข้ออักเสบ  เบาหวาน   ภูมิแพ้ และชราภาพก่อนวัย
       - ประกอบด้วยสารโทโคไทรอีนอลที่มีอานุภาพสูง  :  วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าวมีสารโทโคไทรอีนอล  ซึ่งมีอานุภาพสูงกว่าวิตามินอีทึ่เป็นสารโทโคเฟอรอลถึง  40-60  เท่า  ด้วยเหตุนี้น้ำมันมะพร้าว  จึงต่อต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
     
    บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพ

       สุขภาพที่ดีของมนุษย์  ขึ้นอยู่กับสถานภาพ  4  ประการ
       1.  รักษาสุขภาพให้แข็งแรง
       จากบทบาททางสรีระวิทยาของน้ำมันมะพร้าวที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  ทำให้ผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าวมีสุขภาพดี  แข็งแรง  เพราะได้พลังงานทันทีที่บริโภคน้ำมันมะพร้าว   นอกจากนั้น  น้ำมันมะพร้าว  ยังมีคุณค่าทางอาหาร  โดยเฉพาะวิตามิน และเกลือแร่  และกรดอะมิโน เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก  จึงถูกย่อยง่าย  และเคลื่อนที่เร็วไปตามของเหลวในร่างกาย  จึงเป็นที่ นิยมใช้หุงต้มอาหาร  สำหรับคนไข้ที่มีปัญหาการย่อยไขมันและยังใช้ในสูตรน้ำนมเพื่อให้ไขมันช่วยดูดซึมแคลเซียมและแมกนีเซียม  ซึ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนากระดูกในเด็กทารก
       2.  ช่วยให้ปลอดจากโรคที่ไม่ติดเชื้อ
      
คำว่า  “ โรค ”  หมายถึงอาการที่ผิดปกติของมนุษย์  ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อและสาเหตุอื่น  ซึ่งเรียกรวม ๆ ว่า  “ โรคที่ไม่ติดเชื้อ ”   น้ำมันมะพร้าวมีส่วนช่วยไม่ให้มนุษย์ต้องเป็นโรคไม่ติดเชื้อเหล่านี้เพราะมีตัวต่อต้านอนุมูลอิสระที่เข้าทำลายให้เซลล์เสียหายและร่างกายอ่อนแอ  จนเกิดเป็นโรคไม่ติดเชื้อ  ในบรรดาโรคที่ไม่ติดเชื้อที่น้ำมันมะพร้าวมีส่วนในการลดอัตราการเกิดได้แก่
       
     
        - โรคหัวใจ  น้ำมันมะพร้าวถูกปรักปรำว่า  เป็นสาเหตุของโรคหัวใจเพราะมีคลอเลสเตอรอลสูง  แต่จากผลการวิเคราะห์พบว่า  น้ำมันมะพร้าวมีคลอเลสเตอรอลน้อยมาก  เพราะมีเพียง  14 ส่วน  ในล้านส่วน  ซึ่งน้อยกว่าในน้ำมันถั่วเหลืองที่ได้รับการยกย่องว่าไม่มีคลอเลสเตอรอลเลย  น้ำมันถั่วเหลืองมีคลอเลสเตอรอล  28  ส่วน ในล้านส่วน  และที่สำคัญคือ  เมื่อบริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไปในร่างกายกับไม่ได้เปลี่ยนเป็นคลอเลสเตอรอลในกระแสโลหิต  ทั้งยังไม่ได้ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเหมือนกับน้ำมันพืชประเภทไม่อิ่มตัว  เช่น  น้ำมันถั่วเหลืองที่เติมไฮโดรเจนในกระบวนการผลิตและเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนระหว่างเก็บหรือก่อนบริโภค  เปลี่ยนรูปร่างโมเลกุลของกรดไขมันธรรมชาติจากเดิม  ส่วนมากเป็น  “ รูปซิส ”  เปลี่ยนไปเป็นกรดไขมัน “ รูปทรานส์ ”  มากขึ้น  ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดลิ่มเลือดและไปอุดตันหลอดเลือด  นอกจากนั้น  น้ำมันมะพร้าวยังมีวิตามินอีที่ช่วยขยายหลอดเลือดละป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ   นักโภชนาการสมัยใหม่จึงสรุปว่า  น้ำมันมะพร้าวช่วยทำให้หัวใจมีสุขภาพดีเพราะเป็นหนึ่งในสองชนิดของน้ำมันบริโภคซึ่งช่วยลดความหนืดของเลือด  ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ  ( อีกชนิดหนึ่งคือ  น้ำมันที่มีโอเมก้า 3 )
     
           - โรคมะเร็ง  :  น้ำมันมะพร้าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็งด้วยกลไก  2  วิธี  คือ   1.  เนื่องจากเป็นน้ำมันประเภทอิ่มตัวจึงไม่ถูกเติมไฮโดรเจนหรือเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนจึงไม่เกิดสารก่อมะเร็งและ  2.  มีวิตามินอีช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการกลายพันธุ์ของยีน  จนเกิดเป็นเซลล์มะเร็ง  ดังนั้น   การใช้น้ำมันมะพร้าวชะโลมตัวสามารถช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังได้    ดีกว่าครีมทากันแดดที่มีราคาแพง
       - โรคอ้วน  :  โรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับพยาธิสภาพต่าง ๆ  เช่น  ไขมันในเลือดสูง  เบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  โรคหัวใจและหลอดเลือด  โรคข้ออักเสบ  ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ  ฯลฯ   ทั้งนี้การบริโภคน้ำมันมะพร้าวจะทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูง  มีอัตราการเผาผลาญอาหารสูง  เกิดเป็นพลังงานสำหรับใช้ในการดำรงชีวิต  อีกทั้งยังช่วยทำลายไขมันที่ร่างกายสะสมอยู่   ดังนั้นผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำ  นอกจากไม่อ้วนแล้วหากอ้วนอยู่รูปร่างก็จะกลับดีขึ้น
      
     
       - โรคเบาหวาน  :  ผลพลอยได้ของการเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน  จากการบริโภคน้ำมันมะพร้าวทำให้ร่างกายไม่สะสมน้ำตาลเพราะถูกใช้ไปเป็นพลังงานหมด   จึงช่วยลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานไปโดยปริยาย
       - โรคปวดเมื่อย  โรคผิวหนัง  โรคมะเร็งผิวหนัง  และโรคกระดูก  :  น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ดูดซึมเข้าไปทางผิวหนังได้ดี  ใช้นวดให้ผ่อนคลายสบายตัว  ป้องกันการติดเชื้อโรคทางผิวหนัง   ป้องกันการทำลายของแสงอัลตราไวโอเล็ต  ที่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น  แก่ก่อนวัย  และเป็นมะเร็งผิวหนัง  น้ำมันมะพร้าวยังช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่น  อ่อนนุ่ม  ดูอ่อนกว่าวัย  ไม่ตกสะเก็ด   นอกจากนั้น  น้ำมันมะพร้าวยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของกระดูกให้แข็งแรง  ด้วยเหตุนี้แพทย์แผนไทยจึงนิยมนำน้ำมันมะพร้าวมาเป็นส่วนประกอบของตำรับยานวด  ในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับกระดูกอันเนื่องมาจากการประสบอุบัติเหตุ
     
            3.  ช่วยให้ปลอดจากโรคติดเชื้อ
       
จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคเป็นสาเหตุของโรคหลายประเภท  แต่ในเด็กทารกแรกคลอดที่ดื่มนมมารดาเป็นประจำกลับไม่ค่อยเป็นโรคเหล่านี้   ทั้งนี้เพราะมีภูมิคุ้มกันที่ได้มาจากน้ำนมมารดาซึ่งจากการค้นคว้าพบว่าใน  “ นมน้ำเหลือง ”   ของมารดาจะมีกรดลอริกเป็นสาระสำคัญ  เมื่อเข้าไปในร่างกายจะเปลี่ยนไปเป็นสาร  “ โมโนลอริน ”  มีคุณสมบัติเป็นสารปฏิชีวนะ  และจากการวิเคราะห์น้ำมันมะพร้าวพบว่ามีกรดลอริกถึง  48-53%   ซึ่งมีมากกว่าในน้ำนมมารดา  ( กรดนี้มีอยู่ในนมน้ำเหลืองของมารดาที่เพิ่งคลอดบุตรและมีมากในน้ำมันมะพร้าว )  
        4.  การรักษาโรค 
       
จากการที่น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อและสามารถถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้ดีและรวดเร็ว  ตำราอายุรเวทของอินเดียจึงได้ใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคมาไม่ต่ำกว่า 4000 ปี   แพทย์แผนไทยใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคทั้งภายในและภายนอก มาเป็นเวลาช้านาน อย่างเช่น  ในตำราพระโอสถพระนารายณ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยายังปรากฏตำรับน้ำมันมะพร้าวเป็นยานวดแก้ปวดเมื่อย  เป็นยารักษาโรคกระดูก   ยารักษา
     
แผลเน่าเปื่อย  ส่วนตำราแพทย์แผนไทยในปัจจุบันก็แนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคกระดูกที่เกิดจากอุบัติเหตุ  รักษาเม็ดผดผื่นคัน   ลบริ้วรอย  แผลฟกช้ำ  ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ  ป้องกันแสงแดดและความร้อน  แม้กระทั่งแพทย์แผนปัจจุบันชาวตะวันตกก็ให้คนไข้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหาร  การดูดซึมอาหาร  และในเด็กทารก  รวมทั้งเด็กเล็ก  ที่ไม่สามารถย่อยไขมันกินน้ำมันมะพร้าวเป็นยารักษาโรคเหล่านี้  ในบรรดาโรคต่าง ๆ ที่น้ำมันมะพร้าวใช้ได้ผลดีคือ
       - โรคที่เกิดจากเชื้อต่าง ๆ  :  เชื้อโรคที่กรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวสามารถทำลายได้  ได้แก่  เชื้อแบคทีเรีย  เชื้อราและยีสต์   เชื้อโปรโตซัว  และเชื้อไวรัส   โมโนลอรินหรือสารปฏิชีวนะในน้ำมันมะพร้าวมีจุดเด่น  2  ประการ  คือ  1.  ไม่ทำให้เกิดการดื้อยาของเชื้อโรค ( ดังเช่นยาปฏิชีวนะทั่วไป )  และ  2.  สามารถฆ่าเชื้อโรคบางชนิดที่มีเกราะไขมันห่อหุ้มเซลล์  พบว่าเชื้อโรคที่มีเกราะไขมันห่อหุ้มมักเป็นโรคร้ายแรง  เช่น  ไวรัส  เอดส์  และหวัดนก   เป็นต้น
       - โรคผิวหนัง  :  ผิวหนังที่ถูกอนุมูลอิสระเข้าทำลายหรือจากการถูกทำร้ายจะเกิดเป็นแผลที่เชื้อโรคจะเข้าทำลาย  โมโนลอรินในน้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นสารปฏิชีวนะจะช่วยกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้ได้
      
- รังแคหนังศีรษะ  :  น้ำมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคที่ทำให้เกิดรังแค
     
   

       บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อความงาม

        มนุษย์ได้ใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อเสริมความงามของเรือนร่างมานานแล้ว  ดังเช่นชาวเกาะทะเลใต้  ที่มีร่างกายสมส่วน  ผิวพรรณอ่อนนุ่ม  และผมดกดำ  สลวยเป็นเงางาม  ทั้ง ๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตร้อนชื้นที่แสงแดดแผดกล้า  และลมทะเลที่พัดแรงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ทั้งนี้เพราะใช้น้ำมันมะพร้าวถูตัวและชโลมผมเป็นประจำ   และเนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ได้จากธรรมชาติ  ปราศจากสารเคมีสังเคราะห์ใด ๆ เจือปน  โดยเฉพาะยากำจัดศัตรูพืชซึ่งมักจะมีอยู่ในน้ำมันพืชอื่น ๆ  และเพราะกรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวมีขนาดโมเลกุลที่เล็ก  จึงทำให้มันถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้ง่าย  ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม  เนียน  ส่วนผมจะสลวยดกดำเป็นเงางาม   และหากเราใช้น้ำมันมะพร้าวมานวดตัวจะช่วยไม่ให้ผิวแตก  แห้ง และย่น  เป็นริ้วรอย   หากใช้เป็นยาทาริมฝีปาก  จะช่วยไม่ให้ริมฝีปากแห้งหรือแตกเพราะขาดไขมันได้ดี
 

     
    สาเหตุที่น้ำมันมะพร้าวมีบทบาทในด้านความงามเพราะ

       1.  รูปร่างได้สัดส่วนไม่อ้วนแต่แข็งแรง    เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวที่เราบริโภคสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ทันที  จึงไม่มีไขมันสะสมในร่างกาย  ทั้งยังไปนำเอาไขมันที่ร่างกายสะสมไว้ก่อนหน้าไปใช้เผาผลาญให้เกิดพลังงาน  จึงช่วยลดความอ้วนได้   ดังนั้นผู้ที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำจึงไม่อ้วน  แต่ร่างกายจะสมส่วนและแข็งแรง
       2.  ผิวสวย   ชนชาติที่ได้รับการย่องว่ามีผิวและผมสวยที่สุดในโลกคือ  ชาวเกาะตาฮิติ  ( รวมทั้งชาวเกาะทะเลใต้อื่น ๆ ด้วย )  ทั้งนี้เพราะชาวเกาะเหล่านี้ใช้น้ำมันมะพร้าวชโลมตัวและผม  ทำให้ผิวไม่แตกแห้ง  เป็นกระหรือฝ้า  ส่วนผมจะสลวยดกดำเป็นเงางาม   ทั้งนี้เพราะในน้ำมันมะพร้าวมีสารฆ่าเชื้อโรคที่ช่วยทำให้ผิวและผมปลอดจากเชื้อโรค  เช่น โรคผิวหนัง  สิว  ฝ้า  รังแค   และยังช่วยให้ผิวหนังอ่อนเยาว์  โดยการกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วและทับถมกันจนทำให้ผิวแห้ง  ขณะเดียวกัน  ยังช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่  การนวดหรือชโลมตัวด้วยน้ำมันมะพร้าวช่วยให้ผิวสวยเพราะ  
      
     
       2.1   ผิวดูอ่อนวัย   น้ำมันมะพร้าวที่ใช้ชโลมตัวทั้งในรูปน้ำมันมะพร้าวสด ๆ  หรือในรูปผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าว  เช่น  ครีมและโลชั่น   จะทำให้ผิวพรรณนุ่มและเนียนปราศจากริ้วรอยและเหี่ยวย่น    ทั้งนี้เพราะน้ำมันมะพร้าวมีวิตามินอี   ที่มีประสิทธิภาพมากว่าวิตามินอีในเครื่องสำอาง  ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง  ป้องกันการเสื่อมโทรมของเซลล์จากกระบวนการออกซิเดชั่น  ทำให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย
            2.2  ผิวนุ่ม  ชุ่ม เนียน  น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นสารรักษาความชุ่มชื้น  จึงช่วยให้ผิวหนังนุ่ม ชุ่ม เนียน
            2.3  ช่วยป้องกันและรักษาฝ้าและกระ   อนุมูลอิสระเป็นตัวการอันหนึ่งของการเกิดฝ้าและกระ  วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าวจะทำหน้าที่ทำลายอนุมูลอิสระเหล่านี้   นอกจากนี้  เรายังสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นครีมทากันแดดได้ดี   อีกทั้งไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนครีมทากันแดดบางชนิด  และราคาถูกกว่ามาก
       3.  ผมสลวยเงางาม  เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น  อีกทั้งยังมีสารปฏิชีวนะจากโมโนลอรินและตัวต่อต้านอนุมูลอิสระจากสารโทโคไทรอีนอลในวิตามินอี   ทำให้ผมสลวยเงางาม  ทั้งนี้เพราะในน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติ
            3.1   ช่วยปรับสภาพของเส้นผม  น้ำมันมะพร้าวช่วยทำให้ผมดกดำเป็นเงางาม  เพราะมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมการเจริญของเส้นผม
            3.2   ช่วยรักษาสุขภาพของหนังศีรษะ   น้ำมันมะพร้าวช่วยรักษาสุขภาพของหนังศีรษะ   ทั้งนี้เพราะน้ำมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะที่คอยทำลายเชื้อโรค   หนังศีรษะจึงไม่มีรังแคและมีวิตามินอีที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ  หนังศีรษะจึงไม่เหี่ยวย่นแต่มีสุขภาพดี
            3.3   ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี  น้ำมันมะพร้าวช่วยลดปริมาณการสูญเสียโปรตีนของเส้นผม  ทั้งที่ถูกทำร้าย  (เช่น  ด้วยการหวี )  และไม่ถูกทำร้าย   ในขณะที่น้ำมันแร่และน้ำมันทานตะวันไม่ได้มีส่วนช่วยแต่อย่างใด  เพราะไม่สามารถซึมเข้าไปในเส้นผมได้อย่างน้ำมันมะพร้าว
     
    สรุปผลดีของการใช้น้ำมันมะพร้าวสำหรับบริโภค

     - เป็นน้ำมันธรรมชาติที่มีแคลอรีต่ำ  จึงให้พลังงานน้อยกว่าน้ำมันพืชอื่น ๆ
     - มีคลอเลสเตอรอลน้อยที่สุดในบรรดาน้ำมันจากพืชและสัตว์ทุกชนิด
     - กระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในร่างกายและป้องกันการสะสมไขมัน  จึงทำให้ผู้บริโภคไม่อ้วนเพราะใช้เป็นพลังงานหมด
     - ไม่เปลี่ยนเป็นกรดไขมันรูปทรานส์  จึงไม่เกิดสารก่อมะเร็ง และยังช่วยชะงักการทำงานของสารก่อมะเร็งอีกด้วย
     - มีสารปฏิชีวนะช่วยต่อต้านเชื้อโรค
     - มีวิตามินอีช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
     - เพิ่มคุณค่าของอาหารโดยการเพิ่มการดูดวิตามิน  เกลือแร่  และกรดอะมิโน
     - ทำให้อาหารมีรสชาติอร่อยขึ้น
     
    สรุปผลดีของการใช้น้ำมันมะพร้าวเมื่อนำมาถูนวดตัวและชโลมผม

     - มีสารปฏิชีวนะช่วยต่อต้านเชื้อโรค   มีวิตามินอีที่มีประสิทธิภาพ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง   ฝ้า  กระ 
     - ป้องกันการเสื่อมโทรมของเซลล์  จากกระบวนการเติมออกซิเจน  ทำให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย
     - มีคุณสมบัติเป็นสารรักษาความชุ่มชื้น  ช่วยให้ผิวหนังนุ่ม ชุ่มและเนียน
     - ช่วยปรับสภาพของเส้นผม  ให้ผมดกดำเป็นเงางาม  เพราะมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมการเจริญของเส้นผม
     - ช่วยรักษาสุขภาพของหนังศีรษะ  ไม่มีรังแค  ไม่เหี่ยวย่น   แต่มีสุขภาพดี
     - ช่วยลดปริมาณการสูญเสียโปรตีนของเส้นผม
     

ปริมาณโคเลสเตอรอลของน้ำมันแต่ละชนิด
ชนิด ปริมาณโคเลสเตอรอล (PPM)

น้ำมันมะพร้าว

0 -14

น้ำมันปาล์ม

18

น้ำมันถั่วเหลือง

28

น้ำมันข้าวโพด

 50 

น้ำมันเนย

3150

น้ำมันหมู

 3500
     
ส่วนประกอบของไขมัน
เปอร์เซนต์ของกรดไขมัน
ชนิดของไขมันหรือน้ำมัน ไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน
น้ำมันดอกคำฝอย 9 13 78
น้ำมันเมล็ดทานตะวัน 11 20 69
น้ำมันเมล็ดข้าวโพด 13 25 62
น้ำมันมะกอก 14 77 9
น้ำมันถั่วเหลือง 15 24 61
น้ำมันถั่วลิสง 18 48 34
น้ำมันปลาซาลมอน 20 55 25
น้ำมันฝ้าย 27 19 54
น้ำมันหมู 41 47 12
น้ำมันปาล์ม 51 39 10
ไขวัว 52 44 4
น้ำมันเนย 66 30 4
น้ำมันเมล็ดปาล์ม 86 12 2
น้ำมันมะพร้าว 92 6 2
     
   

จากข้อมูลทั้งหมดหวังว่า  จะจุดประกาย กระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและที่สนใจหันกลับมาทบทวนข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาน้ำมันมะพร้าว  ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  เนื่องจากสภาพประเทศไทยมีแหล่งมะพร้าวที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนในประเทศและต่างประเทศได้   จึงควรช่วยกันสนับสนุนให้น้ำมันมะพร้าวกลับมาเป็นที่นิยมใช้และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่แพร่หลายในอนาคตต่อไป

ประมวลสรรพคุณมะพร้าวในตำราแพทย์ไทย
               1. ลดไข้   วุ้นเนื้อมะพร้าวอ่อนกับน้ำมะพร้าวอ่อนเป็นยาเย็น    ช่วยให้อาการไข้ตัวร้อนทุเลาลง
               2. แก้ร้อนใน    ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนในตอนเช้าให้หมด  และในตอนบ่ายดื่มอีกลูกหนึ่งจนหมด   กินเนื้อด้วยก็ได้
               3. แก้ท้องเสีย   ใช้รากมะพร้าวล้างสะอาด   3 กำมือ   ทุบพอแตกต้มน้ำ  5  แก้ว  เคี่ยวเอา  2  แก้ว   ดื่มครั้งละ  ครึ่งแก้ว   เช้า  กลางวัน  เย็น
                             

     
                4. แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ   น้ำมะพร้าวเคี่ยวให้ร้อน   เอาผักเสี้ยนผีล้างสะอาดสับเคี่ยวด้วยกัน   ใส่เมนทอลเล็กน้อยเพื่อกลิ่นหอม   เพิ่มพลังแทรกซึมของตัวยานวด   แก้ปวดเมื่อย   ช้ำบวม   อักเสบ
               5. แผลเรื้อรัง   เอากะลามะพร้าวถูตะไบ  ได้ผงละเอียดผสมกับน้ำมันมะพร้าวแรกพิมเสนเล็กน้อย   ทาแผลเรื้อรัง  เช้า  กลางวัน  เย็น  ทาบ่อย ๆ
               6. แก้จุกเสียด   แน่นท้อง   เอากะลามะพร้าวเผาไฟให้เป็นถ่าน  มาบดเป็นผงละเอียด  ละลายน้ำอุ่น   ดื่ม   แก้จุกเสียดแน่นท้องได้  ดื่มสัก  1-2  ช้อนโต๊ะ
               7. โรคหัดหลบใน   ใช้กะลามะพร้าว   เผาไฟให้เป็นถ่านแดง   ใส่ลงในน้ำสะอาด  1  ชามแกง  สักพักหนึ่ง  รินเอาน้ำใส ๆ  ดื่มสัก  2  ช้อนโต๊ะ   เช้า  กลางวัน   เย็น   อาการโรคหัดจะดีขึ้นเรื่อย ๆ
               8. รักษาเกลื้อน   เอากะลามะพร้าวแก่จัดที่ขูดแล้ว  ที่มีรู   มาใส่ถ่านไฟแดง ๆ  จะทำให้เกิดน้ำมันมะพร้าวไหลออกมา   เอาน้ำมันนี้มาทาโรคเกลื้อนได้ดีเยี่ยม   ทาทิ้งไว้  7 วัน ล้างออกยากจะติดแน่นอยู่   เกลื้อนจะค่อย ๆ  หาย
 
     
                 9. แก้ปวดฟัน   เอากะลามะพร้าวแก่จัด  มีรู   ขูดเอาเนื้อออกใหม่ ๆ ใส่ถ่านไฟแดงลงไป   รองน้ำมันมะพร้าวที่ไหลออกมาเก็บใส่ขวด   ปิดแน่นไว้    ใช้สำลีพันปลายไม้ชุบน้ำมันมะพร้าวอุดรูฟันที่ปวด   อย่าให้สัมผัสเหงือกหรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ  จะเกิดความชาได้
               10.เล็บแตก   เอาน้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการเผากะลามะพร้าว  เหมือนข้างต้น  ใส่แผลที่เกิดกับเล็บ   เล็บแตก   เล็บหลุด   แผลที่ซอกเล็บ
               11.คางทูม   เอาน้ำมันมะพร้าวทางบริเวณคางทูมบ่อย ๆ  วันละ  2-3  ครั้ง  ทางบาง ๆ  2-3  วัน   อาการคางทูมจะดีขึ้น
               12.ดีซ่าน   ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนครั้งละ   1  ผล   เช้า   กลางวัน  เย็น  ทุกวัน   เพียง  2  วัน  ก็หายได้
               13.แผลเป็น   ใช้น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากกะลามะพร้าวเผาไฟถ่าน  ทาที่แผล ๆ จะหายไปในไม่กี่วัน   เมื่อแผลหายจะไม่เป็นแผลเป็น
               14.แก้คลื่นไส้อาเจียน   เอามะนาว  1  ซีก   บีบผสมน้ำมะพร้าวอ่อน   ดื่มแก้อเจียนได้ดี
              
     
                 15.แก้ตาอักเสบ   เอาน้ำมะพร้าวอ่อน  1 ถ้วย  ผสมน้ำตาลทรายแดงให้หวานจัด ๆ  เอาไว้ดื่มวันละ  2  ครั้ง   เช้า – เย็น   อาการอักเสบของดวงตาจะค่อย ๆ  หายไปเองในที่สุด
               16.แก้โรคบิด   ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนครั้งละ  1  ผล  เช้า  กลางวัน  เย็น  แก้โรคบิดได้ดีมาก
               17.บำรุงผิวพรรณ   ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนสัปดาห์ละ  4-5  ผล  ช่วยบำรุงผิวพรรณ   แก้เม็ดผดผื่นคัน   บำรุงร่างกายให้สดชื่น 
               18.แก้ปัสสาวะขัด   ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน  ครั้งละ  1  ผล  เช้า  กลางวัน  เย็น
               19.แก้ปวดศีรษะ   ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน   ไม่ช้าไม่นานก็หายปวด
               20.แก้พิษเบื่อเมาได้ดี   ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน  1 ลูก   ไม่กินเนื้อ  อีก  2-3 ชั่วโมงดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนเย็น ๆ  เข้าไปอีก   แก้วิงเวียน  เมา  ปวดท้อง  ปวดไส้  ล้างพิษที่เกิดขึ้นได้ดี
                            
 
     
               21.แก้เมาเหล้า   เอาน้ำมะพร้าวอ่อนไม่ต้องแช่เย็น   ดื่มแก้เมา   แก้อาเจียน  จากเหล้าได้ดี
               22.แก้ไอ   เอาน้ำมะพร้าวห้าวมาดื่ม  จะมีสรรพคุณรักษาอาการไอได้ดีมาก  ดื่มเฉพาะน้ำเท่านั้น
               23.แก้ชันนะตุพุพอง   น้ำมันมะพร้าวผสมเหง้าขมิ้นชัน   สารส้มเล็กน้อย  ทาบริเวณที่เป็นชันนะตุ   หรือเพียงใช้น้ำมันมะพร้าวเพียงอย่างเดียวก็ได้ผลดีเช่นกัน
               24.แก้รังแค   ใช้น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการเคี่ยวน้ำกะทิแก่จัด   เคี่ยวได้น้ำมันมะพร้าวใหม่ ๆ  ให้เย็นลง   ทาศีรษะ  30  นาที  แล้วสระออกด้วยแชมพู  ใช้เพียงสัปดาห์ละ  2  ครั้งก็เพียงพอแล้ว
               25.น้ำกัดเท้า   เอาน้ำมันมะพร้าวผสมกับสารส้ม  น้ำปูนใส  และเกลืออย่างละเล็กน้อยกวนคนผสมกันให้ดี  เอามาทาแผลทันที  บ่อย ๆ จะหายเร็วขึ้น
               26.แก้ผื่นคัน   เอาเนื้อมะพร้าวขูดเคี่ยวน้ำมันออกมา   แล้วเอากากที่เหลือเคี่ยวไปด้วยกันอย่าทิ้ง   จนไหม้เกรียมดำ  แล้วเอาน้ำมะพร้าวนี้  ซึ่งมีเนื้อมะพร้าวขูดที่ไหม้ไปใช้ประโยชน์ได้
               27.ฝ่ามือแห้งแตกและเล็บขบ   ใช้น้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวใหม่ ๆ  มาใช้ได้ดีหรือใช้น้ำมันมะพร้าว   ที่ได้จากการเผากะลามีรูจากถ่านไฟก็ได้   ทาเช้า  กลางวัน  เย็น  หรือหยอดเล็บขบ   จะหายเร็วและไม่ปวด
               28.แก้เบาหวาน   เอามะพร้าวแก่  ขูดเอาเนื้อคั่วให้เหลือง  หอม  กรอบ  โรยเกลือเล็กน้อย  ใส่ขวดปิดฝาแน่น  รับประทานครั้งละ  1 ช้อนแกง  เช้า  กลางวัน  เย็น  สัก  10-15  วัน  ระดับน้ำตาลจะลดลงเรื่อย ๆ
 
     
                   29.แก้ปากเปื่อย ปากเป็นแผล  ( จากมะพร้าวแก่ ) ครั้งละ 5-10 นาที  2-3  วัน
               30.แผลสด   ใช้เนื้อมะพร้าวขูดมาใส่แผลสด   เอาผ้าพันไว้  เปลี่ยนยาวันละ  2  ครั้ง  เช้า  เย็น
               31.แผลไฟไหม้  น้ำร้อนลวก   ใช้มะพร้าวกะทิปิดแผลไฟไหม้  น้ำร้อนลวก   ใช้ได้ดีที่เดียว
               32.แก้ไข้ทับระดู   เอาจั่นมะพร้าวหรือทะลายดอกมะพร้าว  ที่ยังคงมีกาบหุ้มอยู่ต้มน้ำดื่ม  เช้า  กลางวัน  เย็น  อาการไข้ทับระดูจะค่อย ๆ หายไป   ชาวบ้านบางคนใช้รากก็ได้ผล
               33.ลำไส้อักเสบ   เอาเปลือกมะพร้าวมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ  ต้มน้ำดื่ม   รับประทานต่างน้ำ   ลำไส้อักเสบ  จะค่อย ๆ  ทุเลาลง   จนกระทั่งหายในที่สุด ( ควรใช้เปลือกมะพร้าวห้าว  มะพร้าวแก่หรือมะพร้าวแห้ง )  
               34.แก้อีสุกอีใส   ใช้ใบมะพร้าวต้มดื่ม   แก้อีสุกอีใสได้
               35.เคืองตา   ใช้เนื้อมะพร้าวอ่อนสด ๆ  แปะที่ดวงตา   อาการเคืองตาจะทุเลาลงและหายไปได้
     

เอกสารที่เกี่ยวข้อง
-  กลุ่มงานพัฒนาวิชาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร  สถาบันการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก  การบรรยายประชุม
   วิชาการ เรื่อง  บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพและความงาม   โดย   ดร.ณรงค์   โฉมเฉลา
-  สำนักงานข้อมูลสมุนไพร  คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล  จุลสารข้อมูล  สมุนไพร  ปีที่  24  /  ตุลาคม  2549
-  องค์การเภสัชกรรม น้ำมันมะพร้าวบทบาทต่อสุขภาพและความงาม โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต    

 




สาระน่ารู้

อาหารและการกินอาหารที่ทำให้เกิดโรคในคัมภีร์แพทย์แผนไทย article
โยนิโสมนสิการ article
จรรยาแพทย์ article
ตัวยา 9 รส article
ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ article
ประโยชน์ของการให้อภัย article
ตัวยาที่ใช้แทนกันได้ article
ตัวยาที่มีชื่อเรียกแปลก ๆ article
ตัวยาที่เป็นปริศนา article
ตัวยาเรียกได้หลายชื่อ article
ดินต่าง ๆ ที่ใช้ทำยา article
ประโยชน์จากการออกกำลังกาย article
คำตั้งสัจจะอธิษฐาน article
ประวัติความเป็นมาของฤาษีดัดตน article



ช่องทางใหม่กับคลีนิกการแพทย์แผนไทยพฤกษเวช
รับ ติว สอน อบรม
dot
dot
เป็นไข้ ปวดศีรษะ ไมเกรน ไซนัส ( have a fever, headache, migraine, sinus)
ระบบประสาทและสมอง (nervous and brain system)
หลอดเลือดและหัวใจ (blood vessel and heart)
ระบบทางเดินหายใจและปอด (respiratory and lung system)
ระบบทางเดินอาหารและลำไส้ (gastrointestinal tract, digestive tract and intestine system)
ตับและถุงน้ำดี (liver and gallbladder)
กระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ (bones tendon and muscle)
ระบบเลือดและน้ำเหลือง (blood and lymph system)
มะเร็งและภูมิคุ้มกันบกพร่อง (cancer and immune deficiency)
โรคผิวหนัง ประดงผื่นคัน น้ำเหลืองเสีย (integumentary, itchy rash, bad lymphatic)
ระบบรอบเดือนและมดลูก (menstrual cycle and uterus system)
ระบบทางเดินปัสสาวะและไต (urinary and kidney system)
ยาหอม (cordial)
ยาบำรุง (stimulant)
ยาอมสมุนไพร (herbal lozenge)
ยาระบาย (laxative)
ยาทาแผลและน้ำมันนวด (topical wound and massage oil)
dot
dot
bulletสรุปเวชกรรมไทย
bulletรู้ทันโรค
bulletสาระน่ารู้
bulletโยนิโสมนสิการ
bulletยาสามัญประจำบ้าน
bulletโรคต่างๆ ในทรรศนะแพทย์แผนไทย
bulletประวัติความเป็นมาของ"ฤาษีดัดตน"
bulletย้อนรอยศาสตร์การนวด
bulletอาหารและการกินอาหารที่ทำให้เกิดโรคในคัมภีร์แพทย์แผนไทย
bulletตัวยา 9 รส
bulletน้ำมันมะพร้าว บทบาทต่อสุขภาพและความงาม


 

qrcode


Copyright © 2011 All Rights Reserved.

คลินิกการแพทย์แผนไทยพฤกษเวช
ที่อยู่ :  เลขที่ 37 แขวง :  บางพรม เขต : ตลิ่งชัน
จังหวัด : กรุงเทพฯ      รหัสไปรษณีย์ : 10170
เบอร์โทร :  02-4125358      มือถือ :  081-3479459
อีเมล : y.prueksa@yahoo.co.th
เว็บไซต์ : www.prueksaveda.com

 

 หน้าแรก | ติดต่อเรา | สินค้าและบริการ | ข่าวสารประชาสัมพันธ์ | รู้ทันโรค | ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ